สกศ. ถอดบทเรียน บูรณาการเครือข่ายรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนแผนพัฒนาคนทุกช่วงวัย รับมือวิกฤตโครงสร้างประชากร
วันที่ 4 กันยายน 2569 นางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพิจารณา (ร่าง) รายงานข้อเสนอเชิงนโยบายกลไกเครือข่ายบูรณาการเชิงพื้นที่ เพื่อการพัฒนาศักยภาพคนไทย โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ผู้บริหารการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 80 คน ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

นางอำภา กล่าวว่า สกศ. ถอดบทเรียนเชิงลึกได้เร่งเดินหน้าจัดทำแผนพัฒนาประชากรเพื่อรองรับความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรและอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพคนไทยทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเรียน วัยทำงาน จนถึงผู้สูงอายุ เพื่อสร้างทักษะที่จำเป็นและการเรียนรู้ตลอดชีวิตในบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จากการลงพื้นที่ศึกษาพูดคุยเชิงลึกพื้นที่ทั้งสถาบันการศึกษา คณะครู นักเรียน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาลที่ดำเนินงานดูแลผู้สูงอายุ จะพบว่า เครือข่ายเชิงพื้นที่ คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการทำงานในหลายภาคส่วนยังคงมีลักษณะแยกส่วนกัน ทั้งในมิติของฐานข้อมูล งบประมาณ และแผนงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ทั้งนี้ สกศ. เล็งเห็นถึงความพยายามของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่เริ่มหันมาบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อทลายข้อจำกัดและข้อติดขัดในการเชื่อมโยงข้อมูล และเวทีการอภิปรายและถอดบทเรียนครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมรับฟังผลการดำเนินงาน เพื่อนำไปพัฒนาแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ไม่แยกส่วน และสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

การอภิปรายหัวข้อ “กลไกเครือข่ายบูรณาการเชิงพื้นที่เพื่อการพัฒนาศักยภาพคนไทย” วิทยากร นายสถาปนา ธรรมโมรา ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อแดง จังหวัดสงขลา ดร.กฤษณา เสมหิรัญ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น นายเกรียงไกร บริพรรณ นักพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ องค์การบริหารส่วนตำบลนาพู่ จังหวัดอุดรธานี โดยชี้ว่ากลไกเครือข่ายเชิงพื้นที่แบบไม่เป็นทางการ (Informal Network) หัวใจสำคัญในการทลายข้อจำกัดในการทำงานแบบแยกส่วน เพื่อรองรับวิกฤตโครงสร้างประชากร ความสำเร็จดังกล่าวขับเคลื่อน ได้แก่ การโอบอุ้มกลุ่มเปราะบางเชิงรุก การเปลี่ยนสถานประกอบการเป็นแหล่งเรียนรู้ และการพัฒนาสมรรถนะคนทำงานกับผู้ปกครอง เพื่อนำไปสู่การบูรณาการนโยบายระดับประเทศอย่างยั่งยืน ด้วยความร่วมมือกันในการเป็นเครือข่ายมีความสำคัญทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

อบต.บ่อแดง ได้ยกระดับการเรียนรู้โดย เปลี่ยนสถานประกอบการในพื้นที่ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ ให้เด็กได้ฝึกทักษะอาชีพจากประสบการณ์จริงและมีรายได้ โดยมีครูอาสาและเจ้าหน้าที่ อบต. เป็นพี่เลี้ยง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวคือ “เด็กทุกคนในพื้นที่ต้องได้รับการศึกษา มีวุฒิการศึกษา และมีงานทำ” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อบต.นาพู่ มีการจัดการภาคีเครือข่ายข้ามหน่วยงานอย่างไร้รอยต่อผ่าน “นาพู่โมเดล” ซึ่งเข้าจัดการปัญหาข้อจำกัดทางกฎหมายของแรงงานเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี และอุปสรรคการเดินทางในพื้นที่ โดยอาศัยเครือข่ายผู้ประกอบการในพื้นที่มาร่วมจัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจและให้เด็กเข้าสู่ระบบ “ฝึกงานก่อนแต่ได้รับเงินเดือน” และ ศธจ.ขอนแก่น ปัญหาของเด็ก 1 คนเชื่อมโยงทุกมิติทั้งการศึกษา สาธารณสุข และสังคม หากทำตามกลไกคณะกรรมการที่เป็นทางการมักไม่เห็นผลสัมฤทธิ์ ขอนแก่นจึงสร้าง “กลไกเครือข่ายแบบไม่เป็นทางการ” ต่อสายตรงเชื่อมคนมีใจร่วมกันจาก 13 หน่วยงานในการจัดการศึกษาจนปัจจุบันขยายเป็น 18 ภาคีเครือข่าย


สำหรับการถอดบทเรียนในเวทีเสวนาครั้งนี้ สกศ. จะนำข้อมูล ข้อค้นพบ ปัจจัยความสำเร็จ ในมิติข้อมูลและงบประมาณ จากทั้ง 3 พื้นที่ นำไปพัฒนาและจัดทำแผนพัฒนาศักยภาพมนุษย์ในระดับนโยบาย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการฐานข้อมูล แผนงาน และงบประมาณร่วมกันของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนคนไทยให้มีทักษะพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในทุกช่วงวัยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

