สกศ. ผนึกกำลังเครือข่าย สะท้อนปัญหางบปฐมวัย เงินอุดหนุนเด็กบางกลุ่มซื้อนมได้แค่ “ปีละกล่อง” พบเด็กตกหล่นระบบนับล้าน ชู Big Data แก้โจทย์เด็กเปราะบาง เน้นลงทุนคุณภาพชีวิต
วันที่ 29 มกราคม 2569 ดร.นิติ นาชิต รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมเรื่อง การร่วมลงทุนเพื่อพัฒนาการศึกษาปฐมวัย โดยมี ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ที่ปรึกษาสำนักนโยบายและแผนการศึกษา นางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา นางสาวกิ่งกาญจน์ เมฆา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษา นางพัชราพรรณ กฤษฎาจินดารุ่ง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย พร้อมด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานภายนอก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมกิจการเด็กและเยาวชน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นและข้อเสนอแนะสภาพการจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบัน ค่าใช้จ่าน การสนับสนุน การร่วมทุนเพื่อการพัฒนาการศึกษาปฐมวัย ประเด็นที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา


ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ข้อมูลประชากรเด็กที่ชัดเจนใช้ฐานข้อมูลสาธารณสุขเป็นหลักเพื่อติดตามเด็กให้ครบทุกกลุ่ม ได้ชูแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลระบุการลงทุนกับเด็กเล็กให้ผลตอบแทนคืนสู่สังคมสูงถึง 12% ต่อปี ทั้งนี้ได้เสนอโมเดลร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนที่ต้องมีความชัดเจนด้านสิทธิประโยชน์ภาษีไม่เปลี่ยนไปมาเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้สนับสนุน นอกจากนี้ยังเน้นย้ำการดูแลกลุ่มเด็ก 0-2 ปีที่อยู่กับพ่อแม่โดยตรง รวมถึงกลุ่มเด็กพิการและเด็กอัจฉริยะที่ยังขาดการส่งเสริมที่เป็นระบบ เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องมีระบบติดตามรายบุคคลที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงสถานศึกษา และเสนอปฏิรูปการศึกษาปฐมวัยโดยยกระดับจากการสงเคราะห์รายหัวสู่การเป็นสิทธิพื้นฐานที่มีมาตรฐานเท่าเทียมกันทุกสังกัด กลุ่มเด็ก 0-2 ปีกว่า 1 ล้านคนที่อยู่กับพ่อแม่ที่รัฐยังเข้าไม่ถึงมิติการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยเสนอให้ใช้ พ.ร.บ. การศึกษา มาตรา 14 สนับสนุนงบประมาณและความรู้ตรงสู่ครอบครัวในฐานะผู้จัดการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างผลตอบแทนการลงทุนในมนุษย์ที่สูงถึง 12% ต่อปี พร้อมผลักดันระบบฐานข้อมูลร่วมจากกระทรวงสาธารณสุขเพื่อติดตามพัฒนาการเด็กรายบุคคลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกเกิด

ดร.นิติ กล่าวว่า ที่ประชุมเสนอข้อมูลว่าเด็กไทยเกิดน้อยลง งบประมาณที่ลงไปก็ยังไม่ถึงตัวเด็กอย่างที่ควรจะเป็น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่งบต้องถึงมือ ที่ประชุมเสนอเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินรายหัวแบบเดิมเป็น “คูปองหรือบัตรสวัสดิการ” เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำไปใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นจริงของเด็ก ไม่ใช่เพียงแค่ชุดนักเรียน แต่รวมถึงค่าเดินทางหรืออาหารเสริม ตอนนี้ยังมีเด็กตกหล่นอีก 40% ที่อยู่บ้านกับครอบครัวแล้วรัฐเข้าไม่ถึง เตรียมเชื่อมโยงข้อมูล “Big Data” กับมหาดไทย สาธารณสุข และศึกษาธิการ เพื่อติดตามเด็กกลุ่มเปราะบาง ต้องมีชื่ออยู่ในระบบเพื่อรับความช่วยเหลือทันที และเชิญชวนให้ท้องถิ่นและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนในการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก แลกกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่คุ้มค่า และปลดล็อกกฎหมายสถานรับเลี้ยงเด็กเล็กในชุมชนที่อยากจะทำให้ถูกต้องแต่ติดเรื่องกฎระเบียบที่ยุ่งยาก เพื่อให้เด็กได้อยู่ในที่ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน นอกจากนี้ ที่ประชุมสะท้อนปัญหาเงินอุดหนุน มีตัวเลขที่น่าตกใจงบอุดหนุนบางกลุ่มได้เพียง 300-600 บาทต่อปี เท่ากับซื้อนมได้ไม่กี่กล่อง ที่ประชุมให้รีบปรับฐานงบประมาณใหม่ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพปัจจุบัน




