สกศ. เปิดเวทีภาคเหนือ ถอดบทเรียนกฎหมายการศึกษา หวังพัฒนานโยบายเพื่อเยาวชนไทยทุกกลุ่ม

image

วันที่ 24 – 26 ธันวาคม 2568 ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การติดตามและประเมินผลการบังคับใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 การติดตามและประเมินผลการบังคับใช้กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสถาบันพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2548 และติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาของเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ นายเฉลิมชนม์ แน่นหนา นายสิทธา มูลหงส์ นายวีระ พลอยครบุรี พร้อมด้วยตัวแทนพระภิกษุสงฆ์ ข้าราชการ และบุคลากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ โรงแรมไอยรา แกรนด์พาเลซ จังหวัดพิษณุโลก

ดร.สุภชัย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อติดตามและประเมินผลการบังคับใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค รวมถึงกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาโดยสถาบันพระพุทธศาสนา และนโยบายการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษนั้น ว่าทั้งกลไกทางกฎหมายดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์และคุ้มค่าต่อผลประโยชน์ของประชาชนหรือไม่ โดยการรวบรวมสภาพปัญหาและอุปสรรคจากผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ เพื่อนำมาจัดทำข้อเสนอในการปรับปรุง แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายเดิม และเสนอแนวทางเชิงนโยบายใหม่ ๆ อันจะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียม สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยในอนาคต

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมร่วมกันหารือ เรื่อง “สภาพปัญหาในการบังคับใช้คำสั่ง คสช. ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค” โดยมีเนื้อหาให้ผู้เข้าร่วมประชุมเกิดความเข้าใจโครงสร้าง บทบาท และอำนาจหน้าที่ของสำนักงานศึกษาธิการภาคและสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เข้าร่วมโดยมีข้อค้นพบหลายแง่มุม เช่น ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างและบทบาทที่ทับซ้อน อุปสรรคในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลและการบริหารทรัพยากรบุคคล ปัญหาการประสานงาน ในอีกทางหนึ่ง ที่ประชุมยังเห็นว่าโครงสร้างดังกล่าวยังมีความสำคัญในด้านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ การประสานงานระดับภูมิภาคและการตรวจราชการ  การกำกับดูแลและส่งเสริมการศึกษาเอกชน ด้านมาตรฐานวิชาชีพและงานส่วนกลางในพื้นที่ 

ประเด็นข้างต้นถือเป็นข้อค้นพบที่สะท้อนว่าโครงสร้าง ศธจ. และ ศธภ. จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงเชิงกลยุทธ์ในหลายมิติ “ผู้อำนวยความสะดวก” (Facilitator) หรือ “โซ่ข้อกลาง” (Supportive Facilitator) ที่สมบูรณ์เข้ากับบริบทยิ่งขึ้น พร้อมทั้งควรนำระบบดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินงานเพื่อลดขั้นตอน หลังจากนั้นคณะทำงานได้ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนจุฬามณี สังกัด สพป.พิษณุโลก เขต 1 เพื่อเก็บข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง โดยสภาการศึกษาจะนำข้อมูลที่ได้รับจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไป

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมร่วมกันหารือในประเด็น “สภาพปัญหาและข้อเสนอแนะในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสถาบันพระพุทธศาสนา” ตามกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสถาบันพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2548 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พยายามเชื่อมโยงการศึกษาของสงฆ์เข้ากับระบบการศึกษาของชาติ คือการทำให้สามเณร “ได้เรียนวิชาทางโลก” โดยที่รัฐรับรองวุฒิให้ แต่เมื่อมีการประกาศใช้ “พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562” ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและกฎหมายที่สำคัญมากเพราะการศึกษาของสงฆ์ได้มีกฎหมายแม่บทเป็นของตัวเอง นำมาสู่การจัดการศึกษาที่บูรณาการระหว่างทางธรรม บาลี และสามัญศึกษาเข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพมากขึ้น 

จากการเก็บข้อมูลภายในที่ประชุม และการลงพื้นที่ ณ โรงเรียนสาธิตวิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช พบว่าปัจจุบันสถานะของ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 มีความโดดเด่นและสมบูรณ์มากกว่ากฎกระทรวง พ.ศ. 2548 มีการดำเนินงานส่วนใหญ่จึงยึดถือ พ.ร.บ. นี้เป็นหลัก ส่งผลให้กฎกระทรวง พ.ศ. 2548 จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาทบทวนสถานะทางกฎหมาย เพื่อลดความซ้ำซ้อนและป้องกันความสับสนในการปฏิบัติงาน และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายแม่บทฉบับปัจจุบัน

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมร่วมกันหารือประเด็น “สภาพปัญหาและข้อเสนอแนะในการจัดการศึกษาของเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ” โดยผู้เข้าร่วมประชุมร่วมกันสะท้อนถึงสถานการณ์จำนวนเด็กออทิสติกที่เพิ่มสูงขึ้น และในกรณีเด็กอัจฉริยะยังขาดโอกาสได้รับการศึกษาจากสถานศึกษาที่เหมาะสม โดยมีข้อเสนอแนะให้พัฒนาประสิทธิภาพการคัดกรองผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับครู รวมถึงควรประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลและใช้ดุลยพินิจของแพทย์ควบคู่กับเกณฑ์ทางกายภาพ พร้อมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรครูที่มีองค์ความรู้ในการช่วยเหลืออย่างถูกต้อง ตลอดจนการปรับทัศนคติของผู้ปกครองและลดการตีตราทางสังคม นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการศึกษาพิเศษ (SET) ให้สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานอื่นได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอนการทำงานและยกระดับการดูแลเด็กพิเศษให้ครอบคลุมและรวดเร็วยิ่งขึ้น หลังจากนั้นคณะทำงานลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามประเด็นการจัดการศึกษาของเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ ณ โรงเรียนพิษณุโลกปัญญานุกูล

ข้อมูลที่ได้จากการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้ถือเป็น เสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานจริง ที่มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการศึกษาของชาติ เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปโครงสร้างทางการศึกษาในระดับภูมิภาค บูรณาการการศึกษาของสถาบันพระพุทธศาสนา และติดตามเพื่อยกระดับการจัดการศึกษาของเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยปรับปรุงให้กฎหมายและระบบบริหารจัดการที่ทันสมัย ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างรากฐานการศึกษาที่ยั่งยืนให้แก่เยาวชนไทยทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด