สกศ. ผนึกกำลัง OECD กางแผน Roadmap เตรียมพร้อมข้อมูลจัดทำ EAG 2026 ยกระดับการศึกษาไทยสู่สากล
วันที่ 17-18 ธันวาคม 2568 รองศาสตราจารย์ ดร.ประวิต เอราวรรณ์ มอบหมายให้ ดร.นิติ นาชิต รองเลขาธิการสภาการศึกษาเป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การเตรียมความพร้อมในการรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำ INES และการจัดทำรายงาน Education at a Glance 2026 ของประเทศไทย (OECD INES Workshop in Thailand Agenda) โดยมี ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ เจ้าหน้าที่ด้านการศึกษา UNICEF เป็นวิทยากรและดำเนินการประชุม พร้อม ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ UNICEF ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การ OECD ได้แก่ Mr. Abel Schuman ผู้จัดการโครงการ INES และ Mr. Eric Charbonnier นักวิเคราะห์ INES และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร

ดร.นิติ กล่าวถึงความสำคัญในการร่วมมือกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ว่า สกศ. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการกำหนดนโยบายและวางแผนการศึกษาของประเทศ ในขณะเดียวกัน รองศาสตราจารย์ ดร.ประวิต เลขาธิการสภาการศึกษาเองก็ให้ความสำคัญในการปรับการศึกษาเป็นการเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ผ่านการใช้โมเดล L.E.A.R.N. อีกทั้งมีหมุดหมายที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของคนไทยให้มีความสามารถทัดเทียมกับนานาประเทศ ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ดังนั้นการก้าวสู่กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และมีส่วนร่วมในการจัดส่งข้อมูลเพื่อจัดทำรายงาน Education at a Glance (EAG) ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์หลักของ OECD ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของข้อมูลการศึกษาของประเทศไทย เอื้อให้เกิดการเปรียบเทียบเชิงระบบกับนานาประเทศและสนับสนุนการกำหนดนโยบายด้านการศึกษาบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ อันจะนำไปสู่การยกระดับระบบการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลต่อไป

ต่อมา นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา ได้นำเสนอภาพรวมของระบบการศึกษาไทย 3 ระดับ ประกอบด้วย 1) โครงสร้างทางกฎหมาย (รัฐธรรมนูญ / พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ) มุ่งเน้นการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตและจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น 2) ระดับยุทธศาสตร์ (ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี / แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ) มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และ 3) ระดับนโยบายของรัฐบาล (นโยบายด้านการศึกษาของไทย / แผนการศึกษาชาติ) ได้สนับสนุนด้านการศึกษาในมิติต่าง ๆ ได้แก่ Zero Dropout ลดเด็กหลุดนอกระบบการศึกษา, Learn to Earn ส่งเสริมให้มีรายได้ระหว่างเรียน, การพัฒนาผลลัพธ์ PISA, ส่งเสริมการเรียนอย่างมีความสุข และสนับสนุนโดยการมอบทุนศึกษา
จากนั้น นายวีระพงษ์ ได้แจกแจงต่อประเด็นจุดแข็งและจุดอ่อนของระบบการศึกษาไทย สำหรับจุดแข็งการศึกษาไทยมีหลายประเด็น เช่น การกระจายเครือข่ายสถานศึกษาทุกพื้นที่ การจัดการศึกษาภาคบังคับให้กับผู้เรียน นโยบายเกี่ยวกับการศึกษาอย่างเข้มแข็ง ความหลากหลายทางพหุวัฒนธรรม และการเปิดกว้างทางการร่วมมือกับนานาชาติ แต่อย่างไรประเทศไทยก็ยังต้องรับความท้าทายที่เกิดขึ้นด้านการศึกษาในประเด็นช่องว่างกรอบแนวคิดระหว่าหน่วยนโยบายและหน่วยปฏิบัติ ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พัฒนาช้าเมื่อเทียบกับบริบทโลก ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การลงทุนด้านการศึกษา และการผลิตกำลังคนที่ไม่ตรงกับตลาดแรงงาน
สำหรับกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD Abel Schumann กล่าวว่า สภา OECD มีมติให้การรับรองแผนสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกของประเทศไทย (Roadmap for the Accession of Thailand) เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศลำดับที่ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อจากอินโดนีเซีย เบื้องต้นประเทศไทยอยู่ในช่วงการสมัครเข้าร่วม OECD ซึ่งในการดำเนินการต่อไปของประเทศไทยสำหรับการทบทวนการเข้าเป็นสมาชิกโดยคณะกรรมการนโยบายการศึกษา (EDPC) ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้
1) ประเทศไทยต้องจัดทำการประเมินตนเองและยื่นบันทึกข้อมูลเบื้องต้น (Initial Memoranum : IM) พร้อมตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับนโยบายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง
2) รวบรวมและวิเคราะห์หลักฐาน จากข้อมูลหรือเอกสารที่มีเพื่อทบทวนนโยบาย
3) ร่วมหารืออย่างไม่เป็นทางการใน EDPC
4) EDPC ทำการทบทวน ประเมินความสอดคล้องของนโยบายและกรอบการดำเนินงานของประเทศเทียบกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติของ OECD
5) EDPC จะเสนอความเห็นต่อสภา OECD เพื่อประกอบการพิจารณาเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งจะใช้เวลาโดยรวมในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกปะมาณ 2-3 ปี
ส่วนของความรับผิดชอบหลักของประเทศไทยในฐานะประเทศผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก (สำหรับมีส่วนร่วมจัดทำ EAG 2026) มีดังนี้ 1) เข้าร่วมโครงการ INES (Indicators of Education Systems) ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบด้านสถิติการศึกษาของ OECD และการจัดทำรายงาน EAG โดยเสนอชื่อผู้แทนเข้าร่วม INES Working Party, LSO Network (รวบรวมข้อมูลด้านผลลัพธ์ของการศึกษาต่อการเข้าสู่ตลาดแรงงานและผลลัพธ์ทางสังคม) และ NESLI Network (รวบรวมข้อมูลเชิงระบบ เกี่ยวกับโครงสร้าง นโยบาย และแนวปฏิบัติด้านการศึกษา) 2) เข้าร่วมการประชุมซึ่งจะจัดประชุมปีละ 2 ครั้ง 3) จัดส่งข้อมูลบางส่วนสำหรับ EAG 2026 โดยไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลทั้งหมดในปีแรก แต่ความพร้อมของข้อมูลควรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีถัดไป และ 4) เข้าร่วมในกระบวนการตรวจสอบและทบทวนข้อมูลเพื่อจัดทำรายงาน EAG 2026 โดย Eric Charbonnier ได้แสดงข้อมูลด้านการศึกษาในมิติต่าง ๆ ของกลุ่มประเทศ OECD ที่ได้รวบรวมไว้ใน EAG 2025 เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมข้อมูลของไทย โดยได้กล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ การศึกษาให้ผลตอบแทนสูง : การสำเร็จคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับรายได้ที่สูงขึ้นและความมั่นคงในอาชีพของผู้สำเร็จการศึกษา และด้านบุคลากรทางการศึกษา : เชื่อมโยงชั่วโมงการทำงาน ค่าจ้างครูกับจำนวนนักเรียนเฉลี่ยต่อชั้นเรียน

ต่อมาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากกลุ่มเครือข่ายย่อยของ OECD ได้ร่วมแจกแจงประเด็นแบบสอบถามให้ประเทศไทยเตรียมพร้อมข้อมูล อันประกอบด้วย Etienne Albiser จาก NESLI Network, Viktoria Kis, Ozge Ozcan Sahin และ simon normandeau จาก UOE Network, Darien DiNaro, Gara Rojas González จาก LSO Network เพื่อให้ได้ภาพรวมของระบบการศึกษาที่สมบูรณ์ที่สุด ทั้ง 3 เครือข่ายหลักต่างมีบทบาทและขอบเขตการเก็บข้อมูลที่แตกต่างกัน ดังนี้
- UOE Network เน้นการเก็บข้อมูลตัวเลขเชิงปริมาณของระบบการศึกษาในภาพรวม โดยข้อมูลที่จัดเก็บ ได้แก่ ข้อมูลประชากรผู้เรียนทุกระดับชั้น จำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาในแต่ละปี และงบประมาณด้านการศึกษา (แหล่งที่มาของรายได้ทั้งภาครัฐและเอกชน / เงินเดือนครู / ค่าซ่อมบำรุง / ทุนการศึกษา) ผ่านการการพัฒนา R scripts ในการตรวจข้อมูลทางด้านสถิติอีกด้วย
- NESLI Network เน้นการเก็บข้อมูลกลไกการทำงานระดับสถานศึกษา โดยมุ่งเน้นที่ครู ผู้บริหารสถานศึกษา สถานศึกษาโดยข้อมูลที่จัดเก็บ ได้แก่ จำนวนชั่วโมงที่เด็กต้องเรียนในแต่ละรายวิชาต่อปี เวลาทำงานของครู โครงสร้างเงินเดือนตั้งแต่เริ่มเข้างานจนถึงสูงสุดและเกณฑ์การให้ค่าตอบแทนพิเศษ และขนาดชั้นเรียน อัตราส่วนนักเรียนต่อห้องเรียนและต่อครู
- LSO Network เน้นเก็บข้อมูลผลลัพธ์หลังของการศึกษาที่ส่งผลต่อตลาดแรงงาน ข้อมูลเชิงเศรษฐศาสตร์ แรงงานและผลกระทบของการศึกษาต่อสังคมในระยะยาว โดยข้อมูลที่จัดเก็บ ได้แก่ อัตราการว่างงานและการทำงานของผู้จบการศึกษาในระดับต่าง ๆ รายได้ ความคุ้มค่าในการลงทุนด้านการศึกษามุมมองของภาครัฐและเอกชน ความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษากับสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือความเชื่อมั่นในสังคม

โดยข้อมูลที่ถูกจัดเก็บใน 3 ส่วนนี้จะถูกนำเสนอในรายงาน EAG เพื่อเปรียบเทียบแนวโน้มในประเด็นต่าง ๆ ด้านการศึกษากับนานาชาติ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะช่วยแสดงให้ผู้กำหนดนโยบายได้ทราบงบประมาณด้านการศึกษาถูกนำไปใช้ในการบริหารจัดการอย่างไรและเกิดความคุ้มค่าต่อผู้เรียนหรือไม่

ในวันสุดท้ายของการประชุม ผู้แทนจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษา ภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน ได้ร่วมอภิปรายและสะท้อนเกี่ยวกับบริบทหน้าที่ในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล สำหรับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการมีระบบศูนย์บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลการศึกษา หรือ https://exchange.moe.go.th/ อันประกอบด้วย ข้อมูลสถานศึกษา นักเรียน ครูและบุคลากรในสถานศึกษา เป็นต้น ในส่วนของระดับอุดมศึกษาเองมีการจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบ UNICON ซึ่งจะประกอบด้วย ข้อมูลผู้เรียน การสำเร็จการศึกษา ภาวะมีงานทำ ข้อมูลบุคลากร และข้อมูลสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาในสังกัด แต่อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัดในการตรวจสอบข้อมูล ในด้านการเทียบเคียงข้อมูลยังไม่เจาะจงถึงระดับตัวบุคคคล แต่จะดูในภาพรวมแนวโน้มของผลการทดสอบเพื่อเทียบกับผลลัพธ์การจัดการเรียนรู้การศึกษาเท่านั้น

ผลจากการรร่วมระดมความคิดเห็นในครั้งนี้จะเป็นแนวทางให้หน่วยงานด้านการศึกษาและภาคีเครือข่าย ได้ร่วมรับทราบขั้นตอนการเข้าร่วมกับ OECD พร้อมร่วมวางแผนการดำเนินงาน (Road Map) เตรียมพร้อมในการจัดเก็บและการรายงานข้อมูลเพื่อให้มีความเที่ยงตรงสำหรับการจัดทำรายงาน EAG 2026 พร้อมนำไปเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดการทำงานเป็นรูปธรรมและยกระดับการศึกษาไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ

