สกศ. เปิดเวทีรับฟัง เสนอแนวทางยกระดับงบศึกษา ชู ความร่วมมือ-กลไกใหม่ แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ
วันที่ 15 ธันวาคม 2568 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุม “แนวทางจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา” โดยมี ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ นางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สํานักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร ชั้น 3 อาคาร 56 ปี สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า การลงทุนทางการศึกษา คือรากฐานสำคัญในการพัฒนา "ทุนมนุษย์" ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประเทศอย่างยั่งยืน สกศ. จึงได้รวบรวมข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอแนวทางใหม่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษาให้เกิดประสิทธิผล โปร่งใส และสามารถนำไปปรับใช้ได้กับผู้เรียนไทยในทุกมิติ การประชุมครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางใหม่ในการจัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ พร้อมทั้งขอรับฟังความคิดเห็น รวมถึงข้อเสนอแนะจากหน่วยงานและผู้เข้าร่วมประชุม


การนำเสนอ “แนวทางจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา” โดย รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ มีเนื้อหากล่าวถึง ช่องว่างและความท้าทายของการลงทุนในการศึกษาของประเทศไทยเนื่องจากมีการลงทุนที่สูงแต่ผลลัพธ์คุณภาพการศึกษาออกมาไม่มีประสิทธิผลเท่าที่ควร พบปัญหาการจัดสรรงบอย่างไม่เป็นธรรมและไม่เพียงพอ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขช่องว่างและความท้าทายเหล่านี้ สกศ. ได้ศึกษาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษาเกิด 5 แนวทาง ดังนี้ 1) สร้าง-พัฒนา-ขยายความร่วมมือ 2) ปรับสัดส่วนรายจ่ายงบประมาณใหม่ 3) ปรับสูตรจัดสรรงบประมาณใหม่ด้านผู้เรียน 4) ปรับสูตรจัดสรรงบประมาณใหม่ด้านโรงเรียน และ 5) พัฒนาระบบติดตาม ประเมินผล โดยแก่นของแนวทางเหล่านี้มุ่งเน้นการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อบรรลุเป้าหมาย 3 ประการคือ นวัตกรรมความร่วมมือ การจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม และ ความโปร่งใสและรับผิดรับชอบ



ที่ประชุมร่วมกันแสดงความคิดเห็นต่อแนวทางดังกล่าว พบว่าแนวทางดังกล่าวผ่านการศึกษาวิจัยมาอย่างดีและเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่จะต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือ การร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) ซึ่งนับเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องทรัพยากรทางการศึกษา ยังคงติดขัดด้วยเงื่อนไขทางกฎระเบียบของแต่ละหน่วยงาน สำหรับการปรับสัดส่วนรายจ่ายและการปรับสูตรจัดสรรงบประมาณควรคำนึงถึงการนำไปปฏิบัติให้สามารถเกิดขึ้นได้และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง ข้อเสนอแนะที่ได้รับจากทุกภาคส่วนจะถูกนำไปสังเคราะห์และปรับใช้ เพื่อออกแบบกลไกการจัดสรรงบประมาณให้มีความยืดหยุ่น เหมาะสมกับบริบทที่หลากหลาย และสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะนำไปสู่การลงทุนด้านการศึกษาที่คุ้มค่าสูงสุด และส่งมอบโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมแก่คนไทยทุกคน

