สกศ.ผนึก สทศ.-ผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ “ปัจจัยบริบทนักเรียน และผล O-NET ปี 69” ชี้ใช้ Google Forms เก็บข้อมูล ลดภาระ - เน้นประเมินเพื่อพัฒนา

image

วันที่ 11 ธันวาคม 2568  ดร.นิติ นาชิต รองเลขาธิการสภาการศึกษาเป็นประธานการประชุมปรึกษาหารือ เรื่อง แนวทางการพัฒนารูปแบบของแบบทดสอบ O-NET ในรูปแบบผสมผสาน (Hybrid meeting) พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.วิเชียร เกตุสิงห์ ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ ดร.พุดเตย ตาฬวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญ และรักษาการผู้อำนวยการสาขาประเมินผลทางการศึกษา สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ดร.ทรายทอง พวกสันเทียะ รองผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ผู้แทนสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย พร้อมด้วย นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา และข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมประชุมรูปแบบผสมผสานออนไลน์และออนกราวน์ ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต สกศ.

ดร.นิติ กล่าวว่า การนำข้อมูลปัจจัยพื้นฐานของนักเรียนเป็นตัวแปรวิเคราะห์ร่วมกับผลการสอบ O-NET เพื่อนำผลไปใช้ในการพัฒนาด้านการศึกษาต่าง ๆ คาดการณ์ว่าผลสำเร็จของภาพรวมการทำงานจะเกิดขึ้นในปี 2569 ซึ่งเป็นปีของผลการทดสอบ O-NET ความท้าทายการหาแนวทางในการนำข้อมูลปัจจัยพื้นฐานของนักเรียนไปเชื่อมโยงขับเคลื่อนเป็นฐานข้อมูลกับการทดสอบ O-NET ซึ่ง O-NET ของ สทศ. อาจเป็นระบบ E-Testing มีความเป็นไปได้หรือไม่ในการเชื่อมโยงข้อมูลปัจจัยพื้นฐานกับผลการสอบ O-NET และข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์นำไปสู่การกำหนดนโยบายทางการศึกษาต่อไป 

นอกจากนี้ ในมิติการประเมินเพื่อการพัฒนาเสนอแนวคิดเกี่ยวกับมิติของการประเมินระดับชาติ เน้นการประเมินเป็นไปเพื่อการพัฒนาไม่ใช่เพื่อการแข่งขันหรือเพื่อไปต่อ โดยมีข้อเสนอ 2 มิติ ดังนี้ 1. มิติการประเมินแบบภาพรวม (Summative - Big Picture) เป็นมิติที่วัดจากภาพรวมของระบบการศึกษา การวัดระดับชาติในปัจจุบัน 2. มิติการประเมินแบบเพื่อการพัฒนา (Formative - รายบุคคล/รายปี) ควรมีการประเมินแบบ Formative Assessment ในลักษณะที่เป็นรายบุคคลและรายปี เช่น ประเมิน ม.1 เพื่อใช้พัฒนาเมื่อขึ้น ม.2 โดยนำผลการประเมินมาใช้ในการพัฒนาตัวเองให้สอดคล้องกับแนวคิด Personalized Learning ช่วยให้ครูอาจารย์โรงเรียนทราบถึงจุดอ่อนของเด็กแต่ละคน เพื่อจะได้เติมเต็มปิด Gap ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายก่อนที่เด็กจะก้าวขึ้นสู่ระดับชั้นต่อไป เพื่อป้องกันการประเมินที่ถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือในการไปต่อ รวมถึงสอบแข่งขัน ทำให้เจตนารมณ์ของการประเมินเพื่อพัฒนาหายไป เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ต้องเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบ โดยให้ทุกหน่วยงานหลักมาร่วมกันขับเคลื่อน ไม่ใช่การทำแบบแยกส่วน

ดร.วิเชียร กล่าวว่า เป้าหมายหลักคือการนำข้อมูลปัจจัยพื้นฐานของนักเรียนมาเชื่อมโยงวิเคราะห์กับผลการสอบ O-NET ปี 2569 เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมต่อคะแนน เสนอแนวทางการเก็บข้อมูลบริบทโดยให้นักเรียนเป็นผู้ตอบโดยตรง เช่นเดียวกับ PISA เนื่องจากข้อมูลบริบทของนักเรียนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ ข้อมูลคะแนน O-NET มีอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องเพิ่มคือ ชุดคำถามบริบทที่สามารถเชื่อมโยงกับผลการสอบ O-NET ได้อย่างเป็นระบบ ข้อมูลบริบทของครูผู้บริหารโรงเรียนสามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมได้ โดยเน้นที่บริบทของโรงเรียนเป็นหลัก ข้อเสนอแนะด้านการบริหารจัดการข้อมูลคือการใช้เครื่องมือออนไลน์ เช่น Google Forms ในการเก็บข้อมูล เพื่อลดค่าใช้จ่าย และลดปัญหาความผิดพลาดในการคีย์ข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลพร้อมสำหรับการวิเคราะห์ได้เร็วขึ้น 

ดร.ดิเรก กล่าวว่า การเชื่อมโยงข้อมูลปัจจัยพื้นฐานนักเรียนกับผลสอบ O-NET ปี 2569 เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์ผลกระทบของสภาพแวดล้อมต่อคะแนนที่สามารถดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าว เพื่อให้นโยบายการศึกษาได้นำไปใช้กำหนดนโยบาย เสนอแนวคิดให้ปรับมิติการประเมินไปสู่ Formative Assessment รายบุคคลและรายปี เพื่อใช้ผลในการพัฒนาการเรียนรู้โดยตรง เน้นย้ำความท้าทายเชิงระบบที่การสอบคัดเลือกขั้นสูงที่ไม่สอดคล้องกับ PISA และเสนอให้ขยายผลการทดลองการประเมินเพื่อพัฒนาให้ครอบคลุมทุกจังหวัด ทุกประเภทโรงเรียนอย่างน้อย 3 ปี

ดร.พุดเตย กล่าวว่า การนำข้อมูลปัจจัยพื้นฐานบริบทของนักเรียนมาเชื่อมโยงกับผลสอบ O-NET ปี 2569 เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของสภาพแวดล้อมต่อคะแนน และนำไปกำหนดนโยบายการศึกษา มีแนวทางการเก็บข้อมูลควรให้นักเรียนเป็นผู้ตอบข้อมูลบริบทของตนเองโดยตรง และควรเก็บข้อมูลจากครูและผู้บริหารโรงเรียนด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลบริบทของห้องเรียนและโรงเรียนที่ครบถ้วน วิธีการเก็บข้อมูลเสนอให้ใช้เครื่องมือออนไลน์ เช่น Google Forms เพื่อลดค่าใช้จ่ายและขจัดปัญหาความผิดพลาดในการคีย์ข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลพร้อมสำหรับการวิเคราะห์เร็วขึ้น แต่เนื่องจาก O-NET เป็นการสอบแบบสมัครใจ ทำให้กลุ่มตัวอย่างอาจไม่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของประเทศ และการออกแบบแบบสอบถามบริบทต้องระวังไม่ให้มีผลกระทบต่อตัวเด็ก จนทำให้การตอบขาดความจริงใจ สทศ. ต้องยืนยันความเป็นไปได้ทางระบบในการเชื่อมโยงข้อมูลบริบทในการเก็บแบบออนไลน์เข้ากับข้อมูลคะแนนสอบ เพื่อให้การวิเคราะห์สามารถดำเนินการได้จริง

นายวีระพงษ์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ครั้งนี้ว่า การประชุมมุ่งเน้นการพัฒนารูปแบบการวิเคราะห์ O-NET โดยการเพิ่มข้อมูลปัจจัยบริบทจากนักเรียน ครู ผู้บริหาร มีประเด็นหารือคือการกำหนด ขนาดกลุ่มตัวอย่าง และระดับตัวแทนที่เหมาะสมในการเก็บข้อมูล เพื่อให้สามารถคำนวณหาปัจจัยที่ส่งผลต่อคะแนน O-NET ได้ ขอคำปรึกษาจาก สทศ. ว่าในการเก็บแบบสอบถามบริบทร่วมกับการสอบ O-NET จะเป็นภาระต่อเด็กเกินไปหรือไม่ และขอคำแนะนำด้านเทคนิคในการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ การเก็บข้อมูลบริบทที่แม่นยำจะเกิดความท้าทาย เนื่องจาก O-NET เป็นการสอบสมัครใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเพี้ยนในกลุ่มตัวอย่าง และข้อมูลต้องไม่สร้างผลกระทบต่อตัวนักเรียน

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด