สภาการศึกษา ระดมไอเดีย วช. - สกสว. - สภาพัฒน์ บูรณาการขับเคลื่อนทิศทางการวิจัยทางการศึกษาของชาติ

image

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมพิจารณาแนวทางการบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนทิศทางการวิจัยทางการศึกษาของชาติ โดยมี นางสาวสตตกมล เกียรติพานิช สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดร.ศุภธิดา ศิริวงศ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) นายณภัทรพงศ์ วชิรวงศ์บุรี สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการศึกษา ร่วมประชุม ณ ห้องกำแหง พลางกูร อาคาร 56 ปี สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)

ดร.สุภชัย กล่าวว่า สกศ. ตระหนักถึงความสำคัญของการวิจัยในฐานะเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของชาติ จึงได้จัดทำทิศทางการวิจัยทางการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2568 – 2570 ขึ้น ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ โดยมุ่งหวังให้ประเทศมีทิศทางและเป้าหมายของการวิจัยทางการศึกษาร่วมกัน รวมถึงเกิดการวิจัยที่มีพลังร่วม ครอบคลุม 4 ด้าน (รวม 8 ประเด็น) ได้แก่ ด้านที่ 1 การวิจัยเพื่อพัฒนาแนวคิด ระบบ โครงสร้าง และการจัดการศึกษาที่รองรับและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ด้านที่ 2 การวิจัยเพื่อกำหนดระบบการผลิตและพัฒนาทักษะกำลังคน ผู้เรียน และบุคลากรทางการศึกษาที่มุ่งสู่การยกระดับบผลิตภาพโดยรวมของประเทศ ด้านที่ 3 การวิจัยเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการการศึกษาที่มุ่งสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาในระดับนานาชาติ และด้านที่ 4 การวิจัยเพื่อสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่สนับสนุนให้เกิดการศึกษาที่มีคุณภาพ ปราศจากความเหลื่อมล้ำและนำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต (รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.onec.go.th/th.php/book/BookView/2127) การประชุมวันนี้จึงเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อให้เกิดก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบวิจัยทางการศึกษาของประเทศให้เข้มแข็ง และมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานให้เกิดพลังร่วมอย่างเป็นรูปธรรม

ที่ประชุมรับฟังการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการบูรณาการเพื่อพัฒนาระบบการวิจัยทางการศึกษาของประเทศ โดย ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ กล่าวถึง ทิศทางและเป้าหมายของการวิจัยทางการศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับให้ตอบสนองต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีกลไกการขับเคลื่อนเพื่อสร้างผลลัพธ์การดำเนินงาน โดยประสานให้เกิดเวทีความร่วมมือในการให้ทุนวิจัย การบริหารจัดการพื้นที่เพื่อพัฒนาระบบการวิจัย การขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน และการประเมินนโยบาย จึงนำไปสู่การจัดทำ (ร่าง) แผนการขับเคลื่อนทิศทางการวิจัยทางการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2568 – 2570 สู่การปฏิบัติ ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ได้แก่ 1) การส่งเสริมและสร้างการรับรู้ทิศทางการวิจัยทางการศึกษาของชาติ 2) การสร้างกลไกบูรณาการและความร่วมมือทางการวิจัยด้านการศึกษา 3) การสนับสนุนการผลิตและใช้ประโยชน์จากงานวิจัยการศึกษา 4) การเสริมสร้างศักยภาพนักวิจัยและเครือข่ายวิจัยการศึกษา และ 5) การพัฒนาระบบติดตาม ประเมินผล และการสื่อสารเผยแพร่ผลงานวิจัย เพื่อนำไปสู่การสร้างการรับรู้ เข้าใจ ตระหนัก และเชื่อมโยงในการปฏิบัติงานอันจะส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนทิศทางการวิจัยทางการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2568 – 2570 อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้นเสวนาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นางสาวสตตกมล เกียรติพานิช (วช.) กล่าวถึงการดำเนินงานตามกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พ.ศ. 2566 - 2570 โดยมีแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 2) การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน 3) การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม และ 4) การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งเน้นความเชื่อมโยงสนับสนุนการวิจัยที่ต้องครอบคลุมทุกบริบท ในด้านของ ดร.ศุภธิดา ศิริวงศ์ (สกสว.) ได้เน้นถึงสถานการณ์ที่ไทยมีประชากรเกิดใหม่ลดลง จึงต้องเร่งเพิ่มการพัฒนากำลังคนให้สนใจด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมากขึ้น เพื่อเป็นฐานการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึง นายณภัทรพงศ์ วชิรวงศ์บุรี (สภาพัฒน์) ชี้ว่าการวิจัยและนวัตกรรมถือเป็นหนึ่งในหัวใจของการขับเคลื่อนการพัฒนาสู่การเป็นประเทศรายได้สูง แต่ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อันดับความสามารถทางด้านนวัตกรรมของประเทศไทยยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร อยู่อันดับที่ 45 จาก 139 ประเทศ (ที่มา: WIPO Global Innovation Index) โดยประเทศที่เป็น Top5 มีจุดแข็งที่น่าสนใจ เช่น 1) การลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ในระดับสูง 2) การมีสถาบันการศึกษา/วิจัยระดับโลก 3) ระบบการศึกษาที่แข็งแกร่ง และ 4) ภาคเอกชนที่มีพลังขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมระดับสูง 

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีข้อเสนอเพื่อพัฒนาระบบการวิจัยทางการศึกษาของประเทศที่น่าสนใจ ได้แก่ การผลักดันงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาระบบการศึกษา การเชื่อมต่อทิศทางการวิจัยทางการศึกษาเข้ากับกลไกในการบริหารจัดการระบบวิจัยในปัจจุบัน การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นตัวเร่งและจูงใจให้เกิดการวิจัยที่มีคุณภาพ การบริหารและจัดสรรงบประมาณที่เบื้องต้นควรเริ่มจากการต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว การสร้างภาคีเครือข่ายกับทุกภาคส่วน รวมถึงการให้ THERA (Thailand Education Research Association) เป็นเครือข่ายสร้างกลไกการมีส่วนร่วม โดย สกศ. จะรวบรวมข้อเสนอไปขยายเพิ่มเติมในการจัดทำแนวทางฯ ดังกล่าว เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอย่างแท้จริง ทั้งในระดับนโยบายและระดับการปฏิบัติ

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด