สภาการศึกษา x มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ผนึกพลัง 4 ประเทศ แลกเปลี่ยนนโยบายการศึกษา จุดประกาย “เรียนรู้เพื่อโลกอนาคต ไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลัง”

image

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาร่วมกับมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จัดเวทีเสวนา “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องนโยบายการศึกษาของบังกลาเทศ ภูฏาน มองโกเลีย และมาเลเซีย (ในส่วนของ TVET)” ณ ห้องแซฟไฟร์ 109-110 เพื่อเปิดมุมมองการปฏิรูปการศึกษาในระดับนานาชาติ แลกเปลี่ยนแนวคิดและนโยบายที่มุ่งสร้าง “การศึกษาเพื่อโลกอนาคต”

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวเปิดการประชุม โดยย้ำว่ามูลนิธิฯ ดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่โรงเรียนทั่วโลกต้องปิด มูลนิธิฯ ยังคงสร้างเวทีแลกเปลี่ยนออนไลน์ “PMCA Breakfast Talk” ระหว่าง 11 ประเทศ และกำลังต่อยอดสู่โครงการ PMCA Academy เพื่อพัฒนาสื่อการสอนออนไลน์ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเป้าหมายให้ครูจาก 14 ประเทศสมาชิกได้เรียนรู้และพัฒนาไปพร้อมกัน

สำหรับเวทีครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้แทนระดับสูงจาก 4 ประเทศมาร่วมแบ่งปันนโยบายสำคัญ ดังนี้

บังกลาเทศ โดย Ms. Rebecca Sultana ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษามวลชน กล่าวถึงการปฏิรูประบบการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วย “ทุนมนุษย์” และ “ความเท่าเทียม” มุ่งให้การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เน้นการพัฒนาครูตามมาตรฐานวิชาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงโครงการที่ประสบความสำเร็จ เช่น School Feeding Program และ Stipend Program ที่ช่วยให้เด็กในพื้นที่ยากจนเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น พร้อมเร่งขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-based Curriculum) และ STEM Education เพื่อเตรียมเยาวชนสู่โลกงานยุคใหม่

ภูฏาน โดย Mr. Tshewang Chophel Dorji ปลัดกระทรวงการศึกษาและพัฒนาทักษะ ถ่ายทอดนโยบายการศึกษาภายใต้ปรัชญา “ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness: GNH)” ที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับคุณธรรมและจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม การปฏิรูปการศึกษาของภูฏานมี “เสาหลัก 4 ด้าน” ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาครู โครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ และธรรมาภิบาลทางการศึกษา เพื่อสร้างคนที่มีความรู้ควบคู่คุณธรรม พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของศตวรรษที่ 21 และก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วในปี 2034

มองโกเลีย โดย Mrs. Myagmar Jadamba อธิบดีกรมการศึกษาปฐมวัย กล่าวว่า มองโกเลียให้ความสำคัญกับ “Digital Transformation in Education” ภายใต้วิสัยทัศน์ 2050 และยุทธศาสตร์ “Digital Nation 2025” มุ่งขยายโอกาสทางการศึกษาในทุกพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท ผ่านโครงการ Digital School และการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) เด็กทุกคนจะได้รับอุปกรณ์การเรียนและเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเท่าเทียมกัน ครูได้รับการฝึกทักษะดิจิทัล และมีการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะเพื่อเตรียมเยาวชนสู่สังคมดิจิทัล

มาเลเซีย โดย Dr. Shah Jahan bin Assanarkutty รองอธิบดีอาวุโส กองการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมด้านเทคนิค (TVET) ได้ชี้ว่า TVET คือกลไกสำคัญในการพัฒนาแรงงานทักษะสูงและลดการออกกลางคันของผู้เรียน ระบบ TVET ของมาเลเซียอยู่ภายใต้กรอบ National TVET Policy 2030 โดยบูรณาการการทำงานของ 12 กระทรวง ร่วมกับภาคเอกชน ผ่านการฝึกงานแบบทวิภาคี (Dual System) และการออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้เรียนมีงานทำจริงหลังจบการศึกษา ซึ่งปัจจุบันผู้จบสายอาชีวะร้อยละ 70 มีงานทำทันที และมีนโยบายเร่งพัฒนาครู TVET ให้ทันต่อเทคโนโลยีและ AI

ดร.กฤษณพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี พ.ศ. 2568 เป็นวาระครบรอบ 35 ปีของการประชุมโลกว่าด้วย “การศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All)” ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่จังหวัดชลบุรี และได้ประกาศ “ปฏิญญาจอมเทียน” ภายใต้หลักการ No Child Left Behind หรือ “ไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลัง” การเสวนาครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการตอกย้ำเจตนารมณ์ดังกล่าว เพื่อสร้างความร่วมมือและแรงบันดาลใจในการพัฒนาการศึกษาของภูมิภาค “เราต้องเรียนรู้จากเพื่อนบ้านที่ต่างบริบทแต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือพัฒนาคนให้พร้อมสำหรับโลกอนาคต ทั้งด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้ทุกคนได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน”

การเสวนาครั้งนี้จึงเป็นเวทีแห่งพลังความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อร่วมกันสร้างระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์อนาคต และขับเคลื่อนสังคมการเรียนรู้ที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อย่างแท้จริง

 

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด