สกศ. ระดมไอเดียร่างรายงานวิจัยการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่สู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้
วันที่ 16 กันยายน 2568 ดร.ภูมิพัทธ เรืองแหล่ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมพิจารณาร่างรายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง การศึกษาสภาพและปัจจัยความสำเร็จของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่สู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยมี ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ ผศ.ดร.ครรชิต มาระโภชน์ ดร.ขวัญนภา สุขคร พร้อมด้วย ผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ และนางสาวกิ่งกาญจน์ เมฆา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษา ร่วมประชุมในรูปแบบผสมผสานออนไลน์และออนกราวด์ ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต สกศ.

ดร.ภูมิพัทธ กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เช่น เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ประเทศไทยต้องพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ครอบคลุมทุกช่วงวัยและทุกรูปแบบ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาที่เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน รวมถึงแนวคิด "เมืองแห่งการเรียนรู้" (Learning City) ของยูเนสโก (UNESCO) เพื่อพัฒนาคนและการศึกษาที่เน้นการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area Based Education: ABE) ปัจจุบันประเทศไทยมี 10 เมืองที่เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา สุโขทัย พะเยา หาดใหญ่ และได้รับการรับรองเป็นสมาชิกล่าสุดในปี พ.ศ. 2567 ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น ยะลา สกศ.เล็งเห็นความสำคัญ จึงได้ดำเนินการศึกษาสภาพและปัจจัยความสำเร็จของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่สู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ของจังหวัดนำร่อง และจัดทำร่างรายงานวิจัยฯ ให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับปรุงรายงานวิจัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น


ดร.ดวงทิพย์ วิบูลย์ศักดิ์ชัย ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและยุทธศาสตร์การศึกษาเฉพาะด้าน นำเสนอ ร่างรายงานการศึกษาวิจัยสภาพและปัจจัยความสำเร็จของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่สู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ กล่าวว่า การศึกษาแนวคิด "เมืองแห่งการเรียนรู้" (Learning City) ของ UNESCO เน้นให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการ ซึ่งการวิจัยนี้ เพื่อศึกษาปัจจัยความสำเร็จและเสนอแนะนโยบายสำหรับจังหวัดของประเทศไทยที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ ได้สำรวจกรณีศึกษาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จากต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ ยังนำเสนอผลการศึกษาเชิงปริมาณและคุณภาพ จาก 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ เชียงราย ฉะเชิงเทรา สงขลา(หาดใหญ่) และกรุงเทพมหานคร ซึ่งครอบคลุมสภาพการณ์ ปัญหาอุปสรรค เช่น ด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน ลักษณะทางภูมิศาสตร์ การสื่อสารความเชื่อมโยง และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ รวมถึงความโดดเด่นของแต่ละจังหวัดที่แตกต่างกัน เช่น จังหวัดเชียงราย ด้านการท่องเที่ยวทุนวัฒนธรรม จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้านท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ตลาดริมน้ำ เมืองหาดใหญ่ ด้านโครงสร้างพื้นฐานเข้มแข็ง สังคมพหุวัฒนธรรม และกรุงเทพมหานคร ด้านความพร้อมหลายมิติทั้งท่องเที่ยว การค้า คมนาคมและมีสถานศึกษาจำนวนมาก รวมทั้งกลไกการขับเคลื่อนสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้


ที่ประชุมร่วมพิจารณาร่างรายงานวิจัยฯ โดยมีข้อเสนอแนะด้านความชัดเจนของโครงสร้างการดำเนินงาน กระบวนการ วิธีการของการศึกษาข้อมูล และการขับเคลื่อนฯ ของแต่ละพื้นที่ควรค้นพบอัตลักษณ์และ soft power ของท้องถิ่นนั้น ๆ รวมถึงการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนของเครือข่าย ส่งเสริมการมีพื้นที่การเรียนรู้ ความเข้มแข็งและความรู้สึกการเป็นเจ้าของร่วมกันในพื้นที่ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งข้อคิดเห็นดังกล่าว จะนำไปปรับปรุงรายงานวิจัยให้สมบูรณ์ เพื่อจัดทำข้อเสนอนโยบายกลไกการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่สู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ เพิ่มประสิทธิภาพของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศต่อไป

