สกศ. ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เดินหน้า "EP ชนบท" ลดความเหลี่อมล้ำ ยกระดับการศึกษาไทยสู่สากล
วันที่ 11 กันยายน 2568 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “EP ชนบทลดความเหลื่อมล้ำ” เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างโอกาสใหม่ให้กับเด็กไทยทุกพื้นที่ โดยมี ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ นางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา นางสาวกิ่งกาญจน์ เมฆา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษา พร้อมผู้บริหาร ครู และบุคลากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ ห้องประชุมคริสตัล 2 - 4 ชั้น 3 โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค กรุงเทพมหานคร

รองศาสตราจารย์ประวิต กล่าวว่า ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ สิ่งสำคัญในการจัดการเรียนรู้คือผลลัพธ์ทางการศึกษาของผู้เรียนสู่การประกอบวิชาชีพและดำรงชีวิต ในปัจจุบันสถานประกอบการมีความต้องการทุนมนุษย์โดยมุ่งเน้น 2 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1) STEM Education ในการนำองค์ความรู้ที่ได้รับเข้าบูรณาการกับการทำงาน และ 2) ทักษะความสามารถทางภาษาอังกฤษ จากผลสำรวจดัชนีความสามารถภาษาอังกฤษ (English Proficiency Index) ปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญค่อนข้างต่ำ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการขาดแคลนครูในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้มีคุณภาพ ดังนั้นการพัฒนาครูรุ่นใหม่และครูประจำการในโรงเรียนชนบทให้เกิดสมรรถะในการจัดการเรียนรู้แบบทวิภาษาอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือและการขับเคลื่อนจาก 5 องค์กรหลัก ประกอบด้วย สกศ., สพฐ., คุรุสภา, ก.ค.ศ. และ อว.

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า โครงการ EP ชนบท เป็นโจทย์สำคัญของฝ่ายนโยบายในการกำหนดนโยบายให้เกิดประโยชน์กับหน่วยงานทุกภาคส่วน อีกทั้งช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างสมรรถนะให้กับครูสู่การพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของผู้เรียน

จากนั้น ดร.ชัยพฤกษ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญในการจัดโครงการ EP ชนบทคือความยั่งยืน เพื่อในเกิดความต่อเนื่องในการจัดการเรียนรู้ อีกทั้งโจทย์สำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือของภาคีเครือข่าย ได้แก่ หลักสูตรการจัดการเรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรียนการรสอน กลุ่มเป้าหมายของโครงการ และสื่อดิจิทัล/สิ่งพิมพ์สำหรับการเรียนรู้ เป็นต้น ทั้งหมดนี้จะช่วยให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม

จากนั้นผู้แทนจากสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ แนวทางการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในรูปแบบห้องเรียน EP หรือห้องเรียนพิเศษทางภาษาที่มีชื่อเรียกอย่างอื่น สำหรับมุมมองของผู้แทนจากสถานศึกษาเกี่ยวกับการจัดให้มีห้องเรียน EP โดยการจัดให้มีครูผู้สอนเป็นคนไทย ได้ให้ข้อเสนอแนะว่าหน่วยงานส่วนกลางควรกำหนดนโยบายและบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนตั้งแต่ระดับผู้บริหาร บุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สถานศึกษาเกิดเป้าหมายเดียวกัน อาจมีการกำหนดค่าตอบแทนพิเศษ (เงินวิทยพัฒน์) หรือประกาศนียบัตรให้กับผู้สอน พร้อมจัดทีมบุคลากรให้ความรู้หรือสนับสนุนการจัดโครงการให้กับสถานศึกษา สนับสนุนการจัดฝึกอบรมด้านทักษะด้านภาษาอังกฤษให้กับครูทุกระดับชั้นและทุกระดับวิชา ในขณะเดียวกันผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ ได้ให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินการโครงการให้เกิดความยั่งยืนซึ่งจัดเป็นกลไกสำคัญ ควรจัดตั้งหน่วยงานกลางให้เป็นแหล่งรวบรวมฐานข้อมูล จัดการองค์ความรู้และหลักสูตรในการผลิตครูให้มีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในการจัดการเรียนรู้ รวมถึงจะช่วยในการกำกับและติดตามประเมินผลอีกด้วย


สำหรับข้อเสนอแนะจากการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษของสถานศึกษา นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนสู่สากลต่อไป

