สกศ. แนะแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน เสริมสร้างองค์กรให้โปร่งใส น่าเชื่อถือ
วันที่ 5 กันยายน 2568 นางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและเสริมสร้างกลไกการป้องกันการทุจริตของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โดยมี นายมีชัย โอ้น ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมธรรมาภิบาลภาครัฐ สำนักพัฒนาและส่งเสริมธรรมาภิบาล สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พร้อมคณะ ให้เกียรติเป็นวิทยากร พร้อมด้วยนายธฤติ ประสานสอน รองเลขาธิการสภาการศึกษา นางรุจิรา สุนทรีรัตน์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานจริยธรรม ผู้อำนวยการสำนัก ข้าราชการและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สกศ.

นางอำภา กล่าวว่า หลักธรรมาภิบาลที่ดีเป็นเรื่องที่ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ได้ให้นโยบายและให้ความสำคัญเพื่อให้ข้าราชการและบุคลากรของ สกศ. การดำเนินงานให้มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ ตรวจสอบได้ ยังเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมทั้งเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สามารถระบุวิเคราะห์สถานการณ์ที่อาจเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้ และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และน่าเชื่อถือต่อไป

นายมีชัย บรรยาย เรื่อง การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ประเด็น “ความโปร่งใสเริ่มได้ที่ตัวเรา” ใจความว่า การมีผลประโยชน์ทับซ้อน คือ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของรัฐหรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่กลับมีผลประโยชน์ส่วนตนเข้าไปแอบแฝง หรือเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียในรูปแบบต่าง ๆ จนเกิดการทุจริตคอร์รัปชัน โดยรูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อนมีทั้ง 1. การรับผลประโยชน์ต่าง ๆ 2. การทำธุรกิจกับตัวเองหรือเป็นคู่สัญญา 3. การทำงานหลังจากออกจากตำแหน่งสาธารณะหรือหลังเกษียณ และไปทำงานในบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกับที่ตนเองเคยมีอำนาจกำกับดูแล 4. การทำงานพิเศษ เช่น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีกรมสรรพากรรับจ้างทำบัญชี และยื่นแบบแสดงรายการให้บริษัทที่ต้องถูกตรวจสอบ 5. การรู้ข้อมูลภายในองค์กร 6. การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว 7. การนำโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง 8. การใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่เครือญาติหรือพวกพ้อง 9. การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐอื่น 10. การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมรูปแบบอื่น ๆ



จากนั้นเป็นการแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติ “ภารกิจพิชิตคอร์รัปชัน” กรณีศึกษาการทุจริตในวงการศึกษา โดยมีการยกตัวอย่างกรณีคดี “เรียกรับแป๊ะเจี๊ยะ” และคดี “ขนมจีนคลุกน้ำปลา” คดีทุจริตอาหารกลางวันนักเรียน เพื่อให้บุคลากรสกศ. ได้ฝึกการเขียนคำร้อง การเขียนแก้คำกล่าวหา รวมทั้งมาตรการในการป้องกันการทุจริตในสถานศึกษา การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับบุคลากร สกศ. และสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน เสริมสร้างกลไกการป้องกันการทุจริตเพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ




