อนุปฐมวัย ฯ ผลักดัน "ลดใช้จอในเด็กเล็ก" เป็นวาระแห่งชาติ เตรียมขยายผล "โมเดลสะพานเชื่อมวัย" ให้ผู้สูงอายุเข้ามามีบทบาทในโรงเรียนอนุบาล
วันที่ 1 กันยายน 2568 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัย ครั้งที่ 4/2568 โดยมีคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนางพัชราพรรณ กฤษฎาจินดารุ่ง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ร่วมประชุมในรูปแบบผสมผสานออนไลน์และออนกราวด์ ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สกศ.

ที่ประชุมร่วมกันพิจารณา 2 เรื่อง ได้แก่ 1) การบูรณาการสองช่วงวัยในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย กรณีศึกษา “สะพานเชื่อมวัย” โดย นางสาวพิมลวรรณ บุรพรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลวณลักษณ์ กรุงเทพมหานคร ผนึกกำลังสร้างโมเดลการดูแลเด็กปฐมวัยที่อายุต่ำกว่า 5 ปี และให้ผู้สูงอายุระหว่าง 45-55 ปีขึ้นไป เข้ามาเป็นอาสาสมัครเพื่อทำกิจกรรมและถ่ายทอดภูมิปัญญาให้กับเด็ก เช่น การสอนถักนิตติ้ง การทำอาหาร การเล่านิทาน การเล่นดนตรี เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนสองวัย ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า ควรแยกบทบาทของโรงเรียนและชุมชน เน้นให้ความสำคัญกับบทบาทของชุมชนและ อปท. เพื่อให้โครงการสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และใช้ประโยชน์จากสถานที่ที่มีอยู่แล้วในชุมชน เช่น วัด หรือศูนย์พัฒนาครอบครัว และเน้นย้ำว่าผู้สูงอายุที่จะเข้ามามีบทบาทดูแลเด็กจะต้องได้รับการอบรมและมีความรู้พื้นฐานในการทำงานกับเด็กปฐมวัย เพื่อให้กิจกรรมมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์ที่ดี และควรขยายโครงการแบบนี้ในระดับตำบลหรือจังหวัดนำร่อง ซึ่งเป็นการตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสังคมในเชิงโครงสร้างคือ สังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอัตราการเกิดของเด็กที่ลดลง



2) แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย "3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม" ผลักดันมาตรการเร่งด่วนเรื่อง "ลดการใช้หน้าจอในเด็กปฐมวัย" ให้เป็นวาระแห่งชาติ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งเน้นไปที่ปัญหาสำคัญของการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัย โดยเสนอให้มีการสื่อสารและประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง พร้อมจัดทำแคมเปญประชาสัมพันธ์ที่สร้างความตระหนัก โดยเฉพาะการนำเสนอตัวอย่างที่สะท้อนผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงจากการใช้สื่อหน้าจอมากเกินไป เช่น กรณีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง หรือผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง ให้คณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนทำงานร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ และ สภาเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ควรจัดงานสัมมนาหรือเวทีวิชาการเพื่อนำเสนอผลวิจัยและนำเสนอตัวอย่างที่น่าสนใจ จัดทำเว็บไซต์หรือช่องทางในการปรึกษาออนไลน์ เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเข้ามาประเมินตนเองหรือขอคำแนะนำได้ สำหรับโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กควรมีการกำหนดนโยบายการงดการใช้สื่อหน้าจอในช่วงเวลาที่เด็กอยู่ในความดูแลด้วย



