สกศ. เร่งปั้น "ข้อเสนอฯ การจัดการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน" เปิดโต๊ะรับฟังความเห็นจากหน่วยงานพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

image

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน (Education in Emergency) โดยมีนางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา และนายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา พร้อมด้วยตัวแทนจากหน่วยงานระดับภูมิภาค (ศธภ. ศธจ. สพป. สพม. สอจ. สกร. จังหวัด) จากพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด และบุคลากร สกศ. ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต อาคาร 2 ชั้น 2 สกศ. ควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า เหตุการณ์ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชาส่งผลกระทบต่อการศึกษาแก่โรงเรียนในพื้นที่ ซึ่งเมื่อวันที่ 10 – 12 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา สกศ. ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลประชุมหารือกับหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบและเก็บข้อมูลเชิงลึกจากสถานศึกษา เพื่อติดตามและประเมินผลกระทบทางการศึกษา พร้อมทั้งถอดบทเรียนและจัดทำเป็น “ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน” เป็นข้อเสนอที่ครบถ้วน สมบูรณ์ สะท้อนความเป็นจริงและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การประชุมครั้งนี้จึงจัดขึ้นมาเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าวจากหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบ เพื่อให้เกิดข้อเสนอที่เป็นประโยชน์อาจจะนำมาสู่การสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน และสร้างการรับรู้แนวทางในการรับมือกับปัญหา”

ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษาในภาวะฉุกเฉินจัดทำขึ้นโดยอ้างอิงกรอบมาตรฐานสากล Education in Emergencies (EiE) และ INEE Minimum Standards เพื่อให้การจัดการศึกษามีความต่อเนื่อง ปลอดภัย และมีคุณภาพ เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ภัยธรรมชาติหรือโรคติดต่อ ตลอดจนปัญหาความขัดแย้งชายแดน โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวได้ชู 3 แกนหลักสำคัญเพื่อการแก้ปัญหาผ่านแนวทางแบบบูรณาการ (integrated approach) ดังนี้

แกนหลักที่ 1 คือ “ธรรมาภิบาลการศึกษาและกฎหมายที่ยืดหยุ่น” มุ่งให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตรงจุด และมีมาตรฐานเดียว ควบคู่กับบูรณาการเปิดโอกาสให้พื้นที่นำไปปรับใช้ได้ตามบริบท

แกนหลักที่ 2 คือ “กลไกทางสังคมและเศรษฐกิจที่ปกป้องกลุ่มเปราะบาง” เน้นป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบ ลดช่องว่างทางการศึกษา ด้วยกลไกกองทุน การจัดพื้นที่เรียนรู้ปลอดภัย การเรียนหลายช่องทาง ติดตามเด็กไม่ให้หลุด (Zero Dropout)

แกนที่ 3 คือ “การลงทุนด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความยืดหยุ่นระยะยาว” มุ่งให้ผู้เรียนสามารถเรียนต่อได้เสมอและโรงเรียนมีความปลอดภัยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลอดจนการพัฒนาระบบข้อมูล การประเมิน และการสื่อสารที่เป็นมาตรฐาน

ตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมกันนำเสนอความคิดเห็นต่อข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังกล่าว โดยแต่ละหน่วยงานได้สะท้อนมุมมองและประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งในแง่มุมของการจัดการศึกษา การดูแลผู้เรียน การสร้างขวัญและกำลังใจ ตลอดจนการบริหารจัดการเชิงระบบขององค์กร ข้อเสนอแนะเหล่านี้มีมิติที่รอบด้านและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ เช่น การเตรียมความพร้อมด้านจิตสังคมของครูและนักเรียน การรับมือกับปัญหาข่าวปลอม การจัดการศึกษาที่รองรับการอพยพ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามหน่วยงาน ตลอดจนการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศสำหรับใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น และสามารถนำไปสู่การกำหนดมาตรการเชิงรุกที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและสังคมในอนาคตได้อย่างแท้จริง

สกศ. เตรียมนำองค์ความรู้และข้อเสนอที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ไปประมวลเพื่อเสนอต่อที่ประชุมสภาการศึกษาวาระถัดไป พร้อมกันนี้หากพบประเด็นที่มีความเร่งด่วนและจำเป็นต่อการขับเคลื่อนอย่างฉุกเฉินนำจะนำข้อมูลดังกล่าวส่งต่อสู่คณะรัฐมนตรี รวมถึงออกมาตรการที่เหมาะสมเพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต อันเป็นการสร้างความมั่นคงและยืดหยุ่นให้แก่ระบบการศึกษาไทยต่อไป

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด