สกศ. นำทัพหน่วยงานการศึกษา ร่วมถก “พลังของการประเมินผลกระทบ” พลิกโฉมระบบการศึกษาไทยด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์
วันที่ 20 สิงหาคม 2568 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมทางวิชาการ เรื่อง พลังของการประเมินผลกระทบ: พลิกโฉมระบบการศึกษาไทยด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ (The Power of Impact Evaluation: Transforming Thai Education with Evidence-Based Policies) โดยมี รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ และผศ.ดร.วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วย นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา ผู้แทนหน่วยงานการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชา 1 โรงแรมปริ้นซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร


รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย การประเมินผลกระทบจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเข้าถึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือและอ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม่นยำและยั่งยืน ดังนั้น การประเมินผลกระทบในบริบทของการศึกษาไทยสามารถสร้างความมั่นใจว่านโยบายและการดำเนินการด้านการศึกษาสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างแท้จริง ซึ่งแนวทางการใช้การประเมินผลเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศไทย มีกรอบการประเมินผลการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นแนวทางเชิงนโยบายที่กำหนดทิศทางและกลไกการประเมินในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้เรียนไปจนถึงระดับชาติ มีการประเมิน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ระบบการศึกษา ระบบการวัดผล ประสิทธิภาพการจัดการศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ช่วยระบุผลลัพธ์ที่เกิดจากการดำเนินนโยบายโดยตรง นำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ กล่าวว่า การประเมินผลกระทบ (Impact Evaluation) ในนโยบายและการบริการด้านการศึกษา มีความสำคัญเพื่อให้ทราบว่าแนวทางใดมีประสิทธิผลในการบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ได้แนะนำวิธีการประเมินหลักใน 2 แบบ ได้แก่ การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCTs) และวิธีการทดลอง (Quasi-experiments) และนำเสนอกรณีศึกษาและตัวอย่างการประเมินโครงการต่าง ๆ ทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทานของการศึกษา เช่น โครงการให้ข้อมูล โครงการเงินสด โครงการทุนการศึกษา และการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงเรียน โดยมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการดำเนินการและบริบทของโครงการ

จากนั้น มีการเสวนาตัวอย่างโครงการที่เปลี่ยนแปลงการศึกษาด้วยข้อมูล (Impact in Action) โดย รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า การทำงานวิจัยนั้นไม่จำเป็นต้องยึดในรูปแบบงานวิจัย แต่ต้องมุ่งเน้นในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาอย่างแท้จริง และได้กล่าวถึงประสบการณ์ในการศึกษางานวิจัยต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ และงานวิจัยของตนที่ใช้วิธีการสุ่มและได้เสนอแนะว่าให้เน้นย้ำถึงข้อเท็จจริงในการลงเก็บข้อมูล รวมถึงตระหนักถึงเป้าหมายที่ต้องการจะพัฒนาอย่างแท้จริง ด้าน ผศ.ดร.วรรณวิภางค์ กล่าวว่า กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีโครงการสนับสนุนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer) หรือ CCT ที่มอบเงินสนับสนุน 3,000 บาทต่อนักเรียนยากจนพิเศษต่อปี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของ CCT ในหลายมิติ ได้แก่ อัตราการมาเรียน แนวโน้มการออกกลางคัน การเรียนต่อ คะแนนสอบ และสุขภาพ การศึกษาพบว่า CCT สามารถเพิ่มอัตราการมาเรียน โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่มีอัตราการมาเรียนต่ำ เพิ่มวันเรียนได้ 14-20 วันต่อปีการศึกษา และเพิ่มคะแนนรวม ONET ได้ 1.2-1.4 คะแนน และยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนต่อ ประมาณ 2-3% แต่การวิจัยยังเผชิญกับความท้าทายด้านคุณภาพข้อมูลและข้อจำกัดในการวิเคราะห์ข้อมูลผลการเรียน ซึ่งการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การวิเคราะห์นโยบายครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


การประชุมในวันนี้ ได้สร้างความรู้ความเข้าใจและแลกเปลี่ยนแนวทางการประยุกต์ใช้การประเมินผลกระทบในมิติต่าง ๆ ของการศึกษาให้กับหน่วยงานการศึกษา และสกศ. จะนำข้อเสนอแนะและประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ที่ได้รับไปเป็นข้อมูลเพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางการใช้การประเมินผลกระทบสำหรับประเมินนโยบายด้านการศึกษาของประเทศ เพื่อการเข้าถึงสารสนเทศจากการประเมินภายใต้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่น่าเชื่อถือต่อไป

