สกศ. จับมือภาคี 3 จว.ชายแดนภาคใต้ รับฟังประเด็นการศึกษาต่างด้าว ปฐมวัย และพื้นที่นวัตกรรม ดีไซน์กฎหมายตอบโจทย์บริบทจริง
เมื่อวันที่ 29 - 31 กรกฎาคม 2568 นายธฤติ ประสานสอน รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของเด็กต่างด้าว การจัดการศึกษาปฐมวัย และการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562” โดยมี นายวีระ พลอยครบุรี ผู้ทรงคุณวุฒิ นายพิทักษ์ โสตถยาคม ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสื่อและการเรียนรู้ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส สพฐ. นายโกวิท คูพะเนียด ผู้อำนวยการสำนักนิติการ สป. พร้อมด้วยตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา เข้าร่วมประชุม ณ โรงแรมตันหยง จังหวัดนราธิวาส

การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยใช้พื้นที่จังหวัดนราธิวาสอันเป็นสถานที่โดดเด่นด้านความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนา ตลอดจนเป็นพื้นที่ตามกฎหมายว่าด้วยนวัตกรรมทางการศึกษา ซึ่งสอดรับกับวัตถุประสงค์ของการจัดประชุม คือ การสร้างองค์ความรู้และรับฟังข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมาย 3 ประเด็นดังนี้ 1) การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของเด็กต่างด้าว 2) การจัดการศึกษาปฐมวัย และ 3) การจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562

วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ที่ประชุมร่วมกันอภิปรายเรื่อง “สภาพปัญหาในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของเด็กต่างด้าว” พบว่า พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีนักเรียนต่างด้าวอยู่โดยเฉพาะนักเรียนสัญชาติมาเลเซียที่ข้ามมาเรียนยังฝั่งไทย กรณีที่บุตรเป็นนักเรียนต่างด้าวแต่ผู้ปกครองเป็นคนสัญชาติไทยแล้วต้องการกลับเข้ามาศึกษาในประเทศไทย กรณีข้างต้นต้องปรับกฎหมายให้รองรับ ลดข้อจำกัด หรืออำนวยความสะดวกให้นักเรียนที่มีผู้ปกครองสัญชาติไทยแต่ตนเองถือสัญชาติต่างด้าวเข้ามาศึกษาในประเทศไทย พร้อมทั้งปรากฏนักเรียนเชื่อชาติอื่น ๆ ที่เข้ามาเป็นแรงงานในประเทศไทย นอกเหนือจากนักเรียนข้างต้นยังพบกรณีศึกษา “เด็กชาวโรฮิงญา” (บุคคลไม่มีสัญชาติ) ซึ่งประสบปัญหาขาดเอกสารแสดงตน ทำให้การเข้าถึงสิทธิด้านการศึกษามีข้อจำกัด โรงเรียนหลายแห่งต้องใช้วิธีการพิเศษในการรับเข้าเรียนเพื่อไม่ให้เด็กตกหล่นออกนอกระบบ อย่างไรก็ตาม จังหวัดนราธิวาสมี โรงเรียนของรัฐ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และการศึกษานอกระบบ (กศน.) ทำหน้าที่เป็น “ตาข่ายรองรับ” ผู้เรียนกลุ่มต่าง ๆ ช่วยให้เด็กที่มีพื้นฐานแตกต่างกันได้รับโอกาสทางการศึกษา แม้จะยังต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมในด้านทรัพยากร บุคลากร และระบบข้อมูลผู้เรียนที่เชื่อมโยงกันอย่างครบถ้วน


วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ที่ประชุมร่วมกันอภิปราย “สภาพปัญหาในการจัดการศึกษาปฐมวัย” เป็นการรับฟังความคิดเห็นเพื่อ “ประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562” มุ่งเน้นการวิเคราะห์ปัญหาและผลกระทบของการดำเนินงานตามกฎหมายฉบับนี้ หลังจากที่บังคับใช้ พบความแตกต่างด้านงบประมาณที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งได้รับงบประมาณสูงกว่าสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยรูปแบบอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ต้องควรกำหนดเกณฑ์จัดสรรงบพร้อมกับบูรณาการงบ ศธ.–อปท. และจัดระบบติดตามการใช้จ่ายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังกัด นอกจากนี้ยังพบปัญหาการขาดแคลนนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย ปัจจุบันมีเพียงศูนย์นักจิตวิทยาในจังหวัดยะลาที่ให้บริการด้านการคัดกรองและดูแลเด็กที่มีความบกพร่อง ทำให้เกิดช่องว่างในการช่วยเหลือเด็กปฐมวัย อย่างไรก็ตามพบจุดแข็งด้านเครือข่ายและความเชื่อมโยงในชุมชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภายใต้ คือสมาชิกในชุมชนช่วยกันดูแลและขับเคลื่อนการศึกษาปฐมวัยอย่างเข้มแข็ง



วันสุดท้าย 31 กรกฎาคม 2568 พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดนราธิวาสมีจุดเด่นจากการที่โรงเรียนสามารถออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์บริบทท้องถิ่นได้อย่างสร้างสรรค์ โดยมีปัจจัยความสำเร็จสำคัญคือวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่เปิดกว้าง กล้าลองสิ่งใหม่ และการมีส่วนร่วมจากชุมชน เกิดนวัตกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น CBE และ PEACE Model อย่างไรก็ตามยังพบข้อจำกัดด้านการบริหารบุคลากรติดขัดที่ข้อกฎหมาย ทำให้การโอนย้ายและบริหารงานบุคลากรไม่คล่องตัวเท่าที่ควร ขณะเดียวกันการประเมินผลก็จำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับรูปแบบนวัตกรรมของแต่ละโรงเรียน ไม่สามารถใช้เกณฑ์มาตรฐานเดียวกันได้ทั้งหมด อีกทั้งยังพบความซับซ้อนของโครงสร้างอำนาจและบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้การดำเนินงานในพื้นที่ยังต้องอาศัยการประสานอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งมีแนวทางกลางเฉพาะสำหรับพื้นที่นวัตกรรมเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง

การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ สกศ. และภาคีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการร่วมกันออกแบบกฎหมายการศึกษาที่ตอบโจทย์บริบทจริงของพื้นที่ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นและถอดบทเรียนจากภาคสนามอย่างรอบด้าน เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาคและยั่งยืน

