สกศ. รับฟังเสียงสะท้อนพรรคการเมือง ระดมสมองดีไซน์ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ วางธรรมนูญการศึกษาให้มั่นคง ตอบโจทย์โลกยุคใหม่
วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นหลักการสำคัญของกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ (กลุ่มพรรคการเมือง) โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชน และผู้แทนพรรคการเมืองต่าง ๆ พร้อมด้วย นายอำนาจ วิชยานุวัติ อนุกรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจ ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา ข้าราชการและบุคลากรสำนักพัฒนากฎหมาย เข้าร่วมประชุมในรูปแบบผสมผสานออนไลน์และออนกราวด์ ณ ห้องสิปปนนท์ เกตุทัต สกศ.



ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ มุ่งเน้นยกระดับและวางรากฐานระบบการศึกษาของประเทศไทยให้สามารถตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้อย่างเท่าทัน ท่ามกลางบริบทของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในมิติของเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และโครงสร้างประชาชน ดังนั้นการสร้างสถาปัตยกรรมการศึกษาให้มีความมั่นคง จึงต้องรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกมิติอย่างรอบด้าน โดยได้เปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน และจะปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติไว้ ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย : https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NzMzM0RHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=) ดังนั้นการที่ผู้แทนพรรคการเมืองได้ร่วมระดมสมองในครั้งนี้ จึงเป็นกลไกสำคัญในการแสวงหาจุดร่วมเพื่อพัฒนาการศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนครอบคลุม พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศให้เทียบเท่าสากล




จากนั้น สกศ. ได้นำเสนอเป้าหมายและหลักการสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ต่อผู้แทนพรรคการเมือง โดย พ.ร.บ. ฉบับนี้มุ่งยึดผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดี ภายใต้ 10 หลักการสำคัญ ประกอบด้วย
1) จัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีดุลยภาพระหว่างมาตรฐานสากลกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทยยึดหลักการคุ้มครองสิทธิและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ พร้อมยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ให้เทียบเคียงกับนานาชาติ
2) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการจัดการศึกษาไร้รอยต่อ พัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงการทำงานเชิงบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน
3) พัฒนาการศึกษาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เตรียมความพร้อมพลเมืองไทยในการก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างมั่นคง
4) สร้างระบบบริหารการศึกษาที่มีธรรมาภิบาลและรับผิดรับชอบต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ให้ความโปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกลไกกำกับ ติดตาม และประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ
5) เสริมสร้างความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จัดการศึกษาโดยคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายและความต้องการเฉพาะของผู้เรียน
6) พัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศที่มีความยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ รองรับระบบและวิธีจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายตลอดทุกช่วงวัย เชื่อมโยงโลกแห่งการศึกษากับโลกแห่งการทำงาน เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ
7) กระจายอำนาจการบริหารการศึกษา โดยปรับบทบาทของหน่วยของรัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ตลอดจนสถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความคล่องตัว
8) ส่งเสริมหุ้นส่วนทางการศึกษา (Educational Partnerships) ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เปิดโอกาสให้ภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ฯลฯ มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและจัดการศึกษาอย่างเสมอภาค
9) เพิ่มคุณภาพการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาให้สอดคล้องตามระดับและประเภทการศึกษา เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า และประสิทธิภาพสูงสุด
10) ยกระดับคุณภาพระบบครุศึกษาและระบบการพัฒนาวิชาชีพ




สำหรับเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะจากการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ ผู้แทนจากทุกพรรคการเมืองต่างมุ่งหวังให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ สำเร็จออกมาเป็น "ธรรมนูญการศึกษา" ที่มีคุณภาพ มีความยืดหยุ่นสูง และเกิดการเชื่อมโยงบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง เพื่อร่วมกันพลิกโฉมการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ พร้อมรองรับทุกบริบทการเปลี่ยนแปลงในโลกอนาคต


