สกศ. เดินหน้าเทียบระดับ HSK 3.0 ผ่อนปรนเกณฑ์เดิม 2 ปี เอื้อประโยชน์ผู้เรียน-ครู สู่ระบบธนาคารหน่วยกิต
วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาต่างประเทศและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมประชุมหารือการประยุกต์ใช้แนวทางการเทียบระดับสมรรถนะภาษาจีนตามระดับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ โดยมีผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน องค์การค้าของ สกสค. โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย โรงเรียนนานาชาติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ ดร.กาญจนา หงษ์รัตน์ ผู้อำนวยการสำนักกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ และคณะ ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต สกศ. และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ดร.วัฒนาพร กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับการเรียนการสอนและการทดสอบภาษาจีนสู่ระบบ HSK 3.0 ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ใหม่ของจีน โดยกำหนดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 2 ปี ให้หน่วยงานต่าง ๆ เร่งปรับปรุงหลักสูตรและหนังสือเรียนให้ไต่ระดับตามเกณฑ์คำศัพท์และสมรรถนะใหม่ ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านจะมีการผ่อนปรนและเอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่มีผลสอบระบบ 2.0 เดิม ยังคงสามารถใช้ประโยชน์ในการศึกษาต่อหรือทำงานในประเทศได้ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะกำหนดเงื่อนไขการเทียบเคียงคะแนนในเอกสารแนบท้ายประกาศ เพื่อความยืดหยุ่นและลดภาระของผู้เรียน



ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับระบบภาษาจีนสู่ HSK 3.0 (9 ระดับ) ให้ทันมาตรฐานใหม่ในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยผ่อนปรนให้ใช้ผลสอบ 2.0 เดิมควบคู่ไปอีก 2 ปี เพื่อลดผลกระทบด้านการศึกษาและการเลื่อนวิทยฐานะ ด้านการศึกษา สพฐ. และองค์การค้าฯ จะเร่งปรับปรุงหลักสูตรและแบบเรียนประถมเล่ม 1 - 6 ตามวงคำศัพท์ใหม่ให้เสร็จใน 3 ปี พร้อมทั้งเดินหน้าอบรมครู ขณะที่ สช. และ สอศ. จะนำเกณฑ์นี้ไปขยายผลสู่โรงเรียนนอกระบบและอาชีวะเพื่อรองรับการสะสมหน่วยกิตและการฝึกงานต่างประเทศ โดยมีข้อเสนอให้ระบุวันสิ้นสุดการใช้ผลสอบ 2.0 ให้ชัดเจนเพื่อความโปร่งใส


ดร.กาญจนา กล่าวว่า การพัฒนาระบบเทียบระดับสมรรถนะภาษาจีนให้สอดคล้องกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนและกำลังพลทุกช่วงวัย โดยการเทียบระดับภาษาต่างประเทศทั้ง 4 ภาษา ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติแล้ว การประชุมครั้งนี้เป็นการปรับแนวทางผลการทดสอบ HSK จากระบบ 6 ระดับ สู่ระบบ 9 ระดับเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของไทย โดย สกศ. ตั้งเป้าให้กรอบนี้เป็นแกนกลางที่ทุกสถานศึกษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง จะนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงร่างประกาศฯ ให้สมบูรณ์และครอบคลุมที่สุด เพื่อใช้เป็นแกนกลางในการจัดการเรียนรู้และเทียบโอนสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) ก่อนนำเสนอคณะกรรมการต่อไป

