สกศ. ลุยอีสานตอนบน ติดตามผลการจัดการศึกษาเด็กพิเศษ – ทบทวนคำสั่ง คสช. 19/2560 ทลายอุปสรรคยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ เตรียมความพร้อมเข้าสู่สากล
วันที่ 7 – 8 พฤษภาคม 2569 ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาของเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ และการติดตามและประเมินผลการบังคับใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 โดยได้รับเกียรติจาก นายเฉลิมชนม์ แน่นหนา และ นายวีระ พลอยครบุรี ผู้ทรงคุณวุฒิโครงการการส่งเสริมและประเมินผลฯ และนายโกวิท คูเพนียด ผู้อำนวยการสำนักนิติการ สป.ศธ. ร่วมเป็นวิทยากร พร้อมนางสาวณัฐิกา นิตยาพร รักษาราชการแทนผู้อำนวยการ สกม. สกศ. ผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ และผู้แทนจากหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู และหนองคาย ได้แก่ ศธจ. ศธภ. สพฐ. สพป. สพม. อปท. สกร. สำนักงานสาธารณสุข และศูนย์การศึกษาพิเศษ ณ โรงแรมสยามแกรนด์ จังหวัดอุดรธานี


ดร.สุภชัย จันปุ่ม เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญของสภาการศึกษาการจัดทำข้อเสนอนโยบายและเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในการจัดทำกฎหมายการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงต้องรับฟังเสียงจากฝ่ายปฏิบัติ เพื่อนำไปปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่ล้าหลัง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการยกระดับการศึกษาไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานระดับสากล โดยเฉพาะการทลายกำแพงแห่งความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้เด็กที่มีความจำเป็นพิเศษได้รับความเท่าเทียมตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และสอดรับกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเรียนฟรี เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ประชากรเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต นำไปสู่การเป็นพลโลกที่สมบูรณ์และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

การจัดการศึกษาของเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ ทั้งแนวนโยบายและบริบทของกฎหมายมีความมุ่งหมายให้เด็กได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เองก็กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาฟรี ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ออกแนวนโยบายที่สอดรับ เน้นย้ำเรื่องเรียนฟรีมีจริง เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา จบแล้วต้องมีงานทำ พร้อมผลักดันร่างกฎหมาย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... เพื่อปฏิรูปข้อกฎหมายด้านการศึกษาอันทำให้เกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำ โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้สะท้อนแนวทางการจัดการศึกษาในบริบทพื้นที่ว่าต่างมุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมผ่านศูนย์การศึกษาพิเศษและจัดการเรียนรวมในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. โดยมีการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) และการบริการหน่วยบริการเคลื่อนที่สำหรับเด็กในพื้นที่ห่างไกล รวมทั้งบูรณาการงานร่วมกันกับหน่วยงานสนับสนุนทั้งสาธารณสุขที่ช่วยในการคัดกรอง พม. จัดหาทุนพร้อมดูแลครอบครัวที่มีฐานะยากจน

ผู้เข้าประชุมร่วมสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะจากการดำเนินการในประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1) ปริมาณเด็กพิเศษและกลุ่มเปราะบางที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับจำนวนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญและงบประมาณที่ได้รับจัดสรรโดยเฉพาะภาวะความพิการทางการเรียนรู้ (LD) ที่พบมากที่สุดซึ่งมีกลุ่มเด็กที่มีสภาวะ LD เทียมแฝงรวมอยู่ด้วย รวมทั้งปัญหาความไม่พร้อมของสถานศึกษาในการรับส่งต่อเด็กเข้าสู่ระบบการเรียนรวม เนื่องด้วยอัตรากำลังและทรัพยากรด้านพื้นที่ ด้านสื่อการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาไม่เอื้ออำนวยในการสนับสนุนนักเรียน ทั้งขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ส่งผลให้กำลังคนไม่เพียงพอต่อสัดส่วนนักเรียนกลุ่มนี้ และ 2) ช่องว่างในการบูรณาการข้อมูลและสวัสดิการ หน่วยงานในพื้นที่ทั้งภาคการศึกษา สาธารณสุข พมจ. และอปท. มีการบูรณาการความร่วมมือตั้งแต่การคัดกรองเด็ก การสนับสนุนฝึกอบรมเพื่อพัฒนาครู รวมไปถึงการดูแลเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและครอบครัวยากจน แต่อย่างไรก็ตามหน่วยงานยังขาดความเชื่อมโยงของระบบฐานข้อมูลกลางที่จะช่วยให้เกิดการดำเนินงานได้อย่างคล่องตัว อีกทั้งผู้ปกครองส่วนใหญ่ขาดความรู้ ความเข้าใจ และสิทธิที่ควรได้รับจากการดูแลเด็กกลุ่มนี้ จากข้อมูลข้างต้นที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าการสร้างเสริมองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวกับเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษต่อผู้ปกครอง ครู ชุมชน หน่วยงานรัฐและเอกชน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับศักยภาพเด็กกลุ่มเป้าหมายให้สามารถพึ่งพาตนเองและเติบโตเป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพได้อย่างยั่งยืน


วันสุดท้ายที่ประชุมได้ร่วมอภิปรายการบังคับใช้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง "การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ” โดยนายโกวิท คูเพนียด ได้บรรยายความเป็นมาในการบังคับใช้เพื่อปฏิรูปโครงสร้างการบริหารการศึกษาในระดับภูมิภาค ให้การจัดการศึกษาในจังหวัดเป็นเอกภาพ พร้อมเกิดความคล่องตัวในการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานกลางและพื้นที่ ที่ประชุมได้ร่วมสะท้อนมุมมองต่างๆ ดังนี้ 1) ด้านโครงสร้างและการบริหารงาน แม้ กศจ. เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานทุกภาคส่วนในจังหวัด แต่โครงสร้างด้านบทบาทหน้าที่ของเขตพื้นที่ฯ ที่ต่างกัน ภารกิจบางส่วนยังไม่ชัดเจนมากนัก 2) ด้านการบริหารงานบุคคล สถานศึกษามีความคล่องตัวในการดำเนินการ พร้อมได้รับการสนับสนุนจากเขตพื้นที่ฯ และศธจ. ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางในการประสานและรับแนวนโยบายมาพัฒนาแผนจังหวัดให้ครอบคลุม และ 3) ด้านการบูรณาการแผนพัฒนาการศึกษาและการเชื่อมโยงข้อมูล จากเสียงสะท้อนข้างต้น พบว่า พื้นที่มีความเข้มแข็งในการบูรณาการเชิงพื้นที่ในระดับจังหวัด อีกทั้งผู้บริหารพร้อมสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ทั้งด้านงบประมาณและทรัพยากรที่จำเป็น แต่อย่างไรก็ตามในบางบริบทยังพบข้อซ้ำซ้อนของแนวทางการดำเนินงานและการรายงานผลการปฏิบัติต่อหน่วยงานกลางทั้งเขตพื้นที่ฯ และ กศจ.

ผลจากการสะท้อนการดำเนินงานของหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู และหนองคายในครั้งนี้ สกศ. จะรวบรวมประเด็นดังกล่าว สู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาการศึกษา ปรับแก้กฎหมายที่มีความทับซ้อน ให้มีทิศทางในการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ กฏหมายแม่บทด้านการศึกษาที่กำลังขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น ให้ฝ่ายปฏิบัติได้ดำเนินงานอย่างคล่องตัว เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อยกระดับการศึกษาไทยให้เทียบเท่ามาตราฐานสากล

