สกศ. เปิดเวที “ใต้ชายคา สกศ.” ครั้งที่ 2/2569 รุกปฏิรูปกฎหมายการศึกษา มุ่งเป้าทลายข้อจำกัดทางกฎหมาย ยกระดับการศึกษาไทย

image

วันที่ 29 เมษายน 2569  ดร.นิติ นาชิต รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมระดมสมองเพื่อกำหนดทิศทางและติดตามการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ “ใต้ชายคา สกศ.” ครั้งที่ 2/2569 เรื่อง การปฏิรูปกฎหมายการศึกษา โดยมี ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมเป็นวิทยากร พร้อม ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา นายธีระพจน์ คำรณฤทธิศร ผู้อำนวยการกลุ่มติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สปศ.สกศ. ผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากร สกศ. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ณ ห้องสิปปนนท์ เกตุทัต ชั้น 2 อาคาร 2 สกศ.

สกศ. ดำเนินการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ มุ่งเน้นให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านการศึกษา ด้านสังคม รวมไปถึงด้านบริบทกฎหมาย ซึ่งประเทศไทยประกอบด้วยกฎหมายที่บังคับใช้หลายฉบับ แต่บางส่วนขาดการทบทวนทำให้เกิดความล้าสมัยในการประยุกต์ใช้เข้ากับยุคปัจจุบัน และนำไปสู่ปัญหาการบริหารจัดการของภาครัฐ ได้แก่ ขัดขวางนวัตกรรมในระบบการทำงาน การบริหารภาครัฐขาดประสิทธิภาพ และเกิดการทุจริตได้ง่ายและไม่โปร่งใส เป็นต้น โดย ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ได้ยกตัวอย่างการบริหารจัดการในการปฏิรูปกฎหมายของต่างประเทศ พร้อมถอดบทเรียนกรณีศึกษา 5 รูปแบบ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทุกมิติ ดังนี้ 1) Regulatory Guillotine เป็นกระบวนการลดกฎหมาย กฎระเบียบ หรือขั้นตอนที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน 2) Omnibus Law กลไกการร่างกฎหมายกลางขึ้นมา 1 ฉบับ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน เพื่อแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องของบริบทกฎหมาย 3) Sunset Clauseเป็นข้อกำหนดในกฎหมายที่ระบุว่ากฎหมายนั้นจะสิ้นผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติเมื่อถึงเวลาที่กำหนด 4) Legal SandBox กลไกการกำหนดพื้นที่หรือขอบเขตทดลองใช้นวัตกรรมหรือรูปแบบการบริหารจัดการใหม่ๆ โดยยกเว้นการบังคับใช้กฎระเบียบบางอย่างภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิด และ 5) Cost-in, Cost-out System การบริหารที่หากมีการออกกฎระเบียบใหม่ที่สร้างภาระ จะต้องยกเลิกกฎระเบียบเก่าเพื่อลดภาระในสัดส่วนที่เท่ากันหรือมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการตามรูปแบบที่กล่าวมาเบื้องต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนต้องเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนา ปรับปรุง เพื่อให้มีทิศทางและเป้าหมายเดียวกัน

นอกจากนี้ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นแนวทางในการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด ตั้งแต่การบริหารจัดการเชิงกระบวนการอย่างเป็นขั้นตอน เน้นการวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารนโยบาย (Policy Communication) ให้เกิดความเข้าใจและเห็นชอบตรงกันของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในขณะเดียวกันสำหรับผู้ที่มีข้อกังวลหรือความเห็นต่าง ควรมีการแสวงหาข้อตกลงร่วมกัน เพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ทุกฝ่าย ทั้งนี้ ระบบราชการควรมีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงานนอกเหนือจากกรอบระเบียบเดิมในกรณีที่จำเป็น โดยการริเริ่มหน่วยงานต้นแบบ (Sandbox/Pilot Agency) เพื่อทดสอบระบบก่อนขยายผลความสำเร็จไปสู่การบริหารจัดการหน่วยงานอื่นๆ ผลจากการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครั้งนี้ สกศ. จะนำไปวิเคราะห์ปัจจัยร่วมที่เป็นอุปสรรค เพื่อทลายข้อจำกัดทางกฎหมาย สร้างกลไกการบริหารจัดการให้คล่องตัวมากขึ้น เพื่อกำหนดนโยบายและมาตรการที่สอดคล้องกับบริบทประเทศต่อไป

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด