สกศ. พัฒนาครูประถมนครนายก สู่การจัดการเรียนรู้ฐานวิจัยผสาน AI เสริมสมรรถนะเด็กไทย “คิดเป็น ทำเป็น สื่อสารเป็น”

image

วันที่ 21 เมษายน 2569  ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา เป็นประธานเปิดการอบรมเรื่อง การจัดการเรียนรู้ฐานวิจัยผสาน AI เพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิจัยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ครั้งที่ 3 โดยมีวิทยากรการฝึกอบรม ดร.พิรุณ ศิริศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนราชินีบน มีผู้เข้ารับการอบรมได้แก่ ครูผู้สอน และศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก จำนวน 65 คน เข้าร่วมอบรมรูปแบบออนไลน์

ดร.รุ่งนภา กล่าวว่า โครงการนี้มีพื้นฐานมาจากงานวิจัยที่ได้จัดกิจกรรมร่วมกับนักเรียนในระดับประถมศึกษา พบว่า กระบวนการดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงในการพัฒนาการเรียนรู้ ดังนั้น สกศ. จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการทำกิจกรรมกับเด็กโดยตรงมาเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่คุณครูผู้สอนในระดับประถมศึกษา จะสามารถนำกระบวนการและเทคนิคต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม และด้วยสถานการณ์วิกฤตพลังงานในปัจจุบัน เลขาธิการสภาการศึกษาจึงมีนโยบายให้ดำเนินการตามแนวทางประหยัดพลังงาน จึงได้ปรับรูปแบบเป็นการอบรมแบบออนไลน์เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เป็นการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือ (MOU) ระหว่างทั้งสองหน่วยงาน ผู้เข้าร่วมอบรมทุกท่านจะได้รับเกียรติบัตรซึ่งมีความสำคัญยิ่งโดยได้รับเกียรติลงนามจากเลขาธิการ กพฐ. และเลขาธิการสภาการศึกษา 

ดร.พิรุณ บรรยายเรื่อง “การจัดการเรียนรู้ฐานวิจัยเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิจัยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย” โดยแบ่งเป็นประเด็นหลัก 1) หัวใจของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) การเรียนรู้จะไปต่อได้อย่างยั่งยืน อาศัยการถอดบทเรียน หากเราไม่เรียบเรียงว่าได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งที่ทำ เราจะไม่สามารถพัฒนาหรือยกระดับการทำงานในครั้งต่อไปได้ การสะท้อนคิดจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เราเห็นแนวทางการปรับปรุงตนเอง 2) องค์ประกอบของสมรรถนะวิจัย (5 key Elements) เพื่อให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะวิจัยที่สมบูรณ์ เด็กต้องได้รับการพัฒนา 5 ด้าน คือ 1.การตั้งคำถามวิจัย เริ่มต้นจากความสงสัยและอยากรู้ 2. การเก็บรวบรวมข้อมูล รู้แหล่งข้อมูลและวิธีการที่ตอบโจทย์ 3. การวิเคราะห์ข้อมูลและตีความ เปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นความรู้หรือ คำตอบ 4. การสื่อสารและนำเสนอสื่อที่เข้าใจง่ายและนำเสนอได้ 5. การสะท้อนคิด (Reflection) ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง 3) คุณลักษณะของเยาวชนนักวิจัย การทำวิจัยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความรู้เท่านั้น แต่เป็นการปลูกฝังนิสัยใฝ่รู้และมุ่งมั่น มีมานะในการหาคำตอบ ใจกว้างและยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากเพื่อนในกลุ่ม มีความเป็นกลางและซื่อสัตย์ จะเก็บข้อมูลตามจริง ไม่ใช้พจนานุกรมหรืออคติส่วนตัว มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยตระหนักถึงผลกระทบต่องานวิจัยที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 

4) คุณครูสามารถสอนให้เด็กมีสมรรถนะวิจัยผ่านกระบวนการ 5 ขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้ (Teacher's Guide) ขั้นที่ 1 ตั้งคำถามนำการเรียนรู้ ใช้สถานการณ์จริงในชุมชน (Situation-based) หรือปรากฏการณ์รอบตัว (Phenomenon-based) กระตุ้นให้เด็กเกิดข้อสงสัย เด็กในเมืองกับเด็กชนบทอาจมีคำถามที่ต่างกันตามบริบทพื้นที่ ขั้นที่ 2 แสวงหาความรู้ ลงพื้นที่จริงเพื่อการสำรวจ ทดลอง สัมภาษณ์ โดยใช้เครื่องมือใกล้ตัว เช่น Smart Phone ในการบันทึกภาพ เสียง หรือวัดค่าต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ ขั้นที่ 3 สร้างสื่อนำเสนอและต่อยอด โดยเรียบเรียงความคิดที่อยู่ในหัวออกมาเป็นสื่อ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ และคิดต่อไปว่าความรู้นี้ใครจะได้ประโยชน์ หรือจะพัฒนาต่อได้อย่างไร ขั้นที่ 4 สื่อสารและนำเสนอ จัดพื้นที่ให้เด็กได้โชว์ศักยภาพ เช่น ในห้องเรียน หน้าเสาธง งาน Open House หรือสื่อออนไลน์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและจริยธรรม และขั้นที่ 5 สรุปและสะท้อนผลการสอนวิจัย ด้วยการประเมินสิ่งที่ทำไปเพื่อการพัฒนาในอนาคต ทั้งนี้การสอนวิจัยไม่ใช่แค่เรื่องการทำเล่มรายงาน แต่คือการฝึกให้เด็ก “คิดเป็น ทำเป็น และสื่อสารเป็น” โดยมีคุณครูเป็นผู้ออกแบบสถานการณ์ให้เด็กได้สัมผัสโลกแห่งความเป็นจริง

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด