สกศ. ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ลุยจัดทำร่างแผนเด็กปฐมวัย ฉบับ 2 (พ.ศ. 2571-2575) มุ่งเป้าสวัสดิการและคุณภาพแบบองค์รวมทั่วประเทศ
วันที่ 8 - 9 เมษายน 2569 ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพิจารณาจัดทำ (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2571 - 2575) ครั้งที่ 1 โดยมี ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ ดร.ทินสิริ ศิริโพธิ์ นายสุรชัย คุ้มสมบัติ นางนภัทร พิศาลบุตร และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย พร้อมด้วย นางพัชราพรรณ กฤษฎาจินดารุ่ง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเด็กปฐมวัย ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์การนานาชาติ จำนวนกว่า 120 คน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ ห้องภาณุรังษี ชั้น 1 โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร

ดร.สุภชัย กล่าวว่า การจัดทำร่างแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2571-2575) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการวางรากฐานคุณภาพชีวิตเด็กไทยให้สอดคล้องกับสภาวการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมระดมความคิดเห็น เพื่อสร้างความเข้าใจและประสานความร่วมมือเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างบูรณาการ วัตถุประสงค์หลักในครั้งนี้ จะเน้นที่การวิเคราะห์ผลการศึกษาและสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อนำข้อมูลมาใช้กำหนดแนวทางการพัฒนาเด็กให้เข้าถึงสวัสดิการและกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม และจะนำไปพัฒนาเป็นแผนแม่บทที่พร้อมนำไปรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนอื่นต่อไป เพื่อยกระดับการดูแลเด็กปฐมวัยของประเทศให้เกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด

ศ.ดร.พิริยะ กล่าวถึง “ผลการศึกษาสภาวการณ์และความท้าทายของการพัฒนาการเด็กปฐมวัยในประเทศไทย” เป็นการศึกษาเพื่อเตรียมร่างแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2571 - 2575) โดยการวิเคราะห์รากฐานปัญหาจนถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนี้ 1. สภาวการณ์และความสำคัญของเด็กปฐมวัยช่วงวัย 0-6 ปี เป็นช่วงเวลาทองที่เหมาะแก่การลงทุนที่ใช้งบประมาณน้อยแต่ได้ผลลัพธ์ยั่งยืนและคุ้มค่าที่สุด ปัจจุบันประเทศไทยประสบความสำเร็จด้านการเข้าถึงสาธารณสุข แต่ยังเผชิญปัญหาโภชนาการซ้ำซ้อน และความเหลื่อมล้ำด้านสัดส่วนครูต่อนักเรียนระหว่างพื้นที่เมืองและชนบท 2. การวิเคราะห์ปัญหาและสภาพแวดล้อม (PESTEL & SWOT) ด้านโครงสร้างและการบริหารยังขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน งบประมาณยังถูกจัดสรรแบบแยกส่วนตามสังกัด บุคลากรขาดทักษะสมัยใหม่เกี่ยวกับการพัฒนาสมอง (EF) โครงสร้างครอบครัวปู่ย่าตายายเลี้ยงดูหลานมากขึ้น ทำให้ขาดความรู้เรื่องการกระตุ้นพัฒนาการและโภชนาการที่เหมาะสม ปัญหามลพิษกระทบต่อสมองเด็ก และขาดกฎหมายรองรับการกำกับเนื้อหาสื่อดิจิทัล 3. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 13 ประการ ครอบคลุมแนวทางแก้ไขแบบองค์รวม ดังนี้ ระดับมหภาค (โครงสร้างและงบประมาณ) 1) บูรณาการเชื่อมโยงข้อมูล 4 กระทรวงหลัก (สธ,มท,ศธ,พม.) 2) งบประมาณบูรณาการแบบงบพุ่งเป้าและตั้งกองทุนเพื่อเด็กปฐมวัย 3) ความต่อเนื่องของนโยบายผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ ผูกพันงบประมาณระยะยาว 4) มาตรฐาน AI และเทคโนโลยี ใช้ AI คัดกรองพัฒนาการ โดยมีกฎหมาย PDPA คุ้มครองข้อมูลเด็กอย่างเข้มงวด ระดับตัวกลาง (บริการและบุคลากร) 5) บริการเยี่ยมบ้านเชิงรุก จัดทีมสหวิชาชีพดูแลกลุ่มเปราะบางเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 6) ยกระดับครู พัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะและเสริมทักษะดิจิทัล 7) เส้นทางวิชาชีพครู สร้างความมั่นคงในวิชาชีพ ระดับจุลภาคและสิ่งแวดล้อม (ผู้ปกครองและชุมชน) 8) แพลตฟอร์มดิจิทัล ECD ศูนย์รวมสื่อการเรียนรู้และระบบประเมินพัฒนาการออนไลน์ 9) สนับสนุนผู้ปกครอง จัดหาเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า 10) จัดสรรงบแบบพุ่งเป้าตามความจำเป็น ลดความเหลื่อมล้ำของศูนย์เด็กเล็กในแต่ละท้องถิ่น 11) ยกระดับความปลอดภัย บังคับใช้ Safety Code และตรวจประเมินความปลอดภัยประจำปี 12) กองทุนนวัตกรรมท้องถิ่น สนับสนุนงบให้ท้องถิ่นสร้างสรรค์นวัตกรรมการดูแลเด็กตามบริบทพื้นที่ 13) ฉันทามติแห่งชาติ รณรงค์ให้สังคมตระหนักว่าเด็กเป็นสมบัติของชาติร่วมกัน ซึ่งแผนการดำเนินงานมี 3 ระยะ คือ วางรากฐานข้อมูลและงบประมาณ (2571-2572) ขยายผลอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า (2573-2574) และก้าวสู่มาตรฐานโลกด้วย AI และชุมชนเป็นฐานในปี 2575 เป็นต้นไป


ดร.ชัยพฤกษ์ และ ดร.สุภชัย นำอภิปรายและระดมความคิดเห็นต่อผลการศึกษาสภาวการณ์และความท้าทายฯ ดังกล่าว ในการ “มองภาพอนาคตเด็กปฐมวัยปี 2575 ผ่านเลนส์สภาวการณ์และความท้าทายของการพัฒนาเด็กปฐมวัยของไทยในปัจจุบัน” มีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาให้ความเห็นสนับสนุนและเสนอแนะเพิ่มเติมที่น่าสนใจ เช่น การมีมาตรฐานการดูแลเด็ก การสนับสนุนนโยบายปฐมวัยถ้วนหน้าให้เกิดขึ้นจริงและมีมาตรฐานตัวชี้วัดที่ชัดเจน การลงทุนพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลเด็กให้เป็นวิชาชีพ การสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน การลดความเหลื่อมล้ำด้านบริการ งบประมาณ การเข้าถึง และมีบริการแพลตฟอร์มสายด่วนออนไลน์ รวมทั้งพัฒนากลไกพื้นที่เป็นหน่วยงานประสานส่วนกลางลงสู่ชุมชน ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครอง พร้อมทั้งมีความสอดคล้องกันในมิตินโยบายกับผู้ปฏิบัติพร้อมบังคับใช้อย่างจริงจัง

จากนั้นแบ่งกลุ่มผู้เข้าประชุม เพื่อพิจารณาผลการวิเคราะห์สภาวการณ์และความท้าทายของการพัฒนาเด็กปฐมวัยในประเทศไทย มีผู้เชี่ยวชาญประจำกลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ดร.ชัยพฤกษ์ กลุ่มที่ 2 นายสุรชัย กลุ่มที่ 3 ดร.ทินสิริ และกลุ่มที่ 4 นางพัชราพรรณ เพื่อร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์และมาตรการในการจัดทำร่างแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2571 - 2575)

ผลการพิจารณาดังกล่าว ได้สังเคราะห์เป็นข้อมูลและแนวทางการดำเนินงานฯผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้ 1. การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม 2. การบริการ การดูแล และการพัฒนาเด็กปฐมวัย 3. การยกระดับศักยภาพครู ผู้ดูแลเด็กและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย 4. การเสริมพลังพ่อแม่และผู้ปกครอง 5. สวัสดิการและการคุ้มครองเด็ก และมีแนวทางการขับเคลื่อนแผนฯ คือ การผลักดันให้การดูแลเด็กเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายรัฐอย่างต่อเนื่อง เน้นการผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงานและใช้ทรัพยากรงบประมาณอย่างคุ้มค่า กลไกสำคัญการจัดทำแผนระดับจังหวัด ที่มีระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงกัน พร้อมทั้งใช้การประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม มีการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนและการติดตามประเมินผลรายปี เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนาเด็กจะมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน เกิดการบูรณาการที่ครอบคลุมทั้งด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งทั่วประเทศ ทั้งนี้ สกศ. จะรวบรวมข้อมูลไปจัดทำ (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2571-2575) ให้มีความชัดเจนและสมบูรณ์ และเสนอเข้าบอร์ดปฐมวัยฯ และคณะรัฐมนตรีต่อไป

