สกศ. เดินหน้ารับฟังเสียงสะท้อนภาคีภาคกลาง ทบทวนคำสั่ง คสช. 19/2560 และการจัดการศึกษาเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ ยกระดับการศึกษาระดับภูมิภาค เตรียมความพร้อมเข้าสู่สากล

image

วันที่ 26 – 27 มีนาคม 2569 นายเฉลิมชนม์ แน่นหนา ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาของเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ และการติดตามและประเมินผลการบังคับใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 โดยได้รับเกียรติจาก นายวีระ พลอยครบุรี ผู้ทรงคุณวุฒิ และนายโกวิท คูเพนียด ผู้อำนวยการสำนักนิติการ สป.ศธ. ร่วมเป็นวิทยากร ผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ และผู้แทนจากหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีและอยุธยา ได้แก่ ศธจ. ศธภ. สพฐ. สพป. สพม. อปท. สกร. สำนักงานสาธารณสุข และศูนย์การศึกษาพิเศษ ณ โรงแรมสองพันบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี

การจัดการศึกษาของเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษในประเทศไทย ทั้งแนวนโยบายและบริบทกฎหมายล้วนเน้นการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เองก็บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย นอกจากนี้มี พ.ร.บ. การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 ที่ช่วยคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการ โดยรัฐเป็นผู้จัดสรรทรัพยากร ให้ความช่วยเหลือทั้งการจัดการเรียนรู้ สถานศึกษา และเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมสะท้อนบทบาทของตน ดังนี้ หน่วยงานด้านศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการโครงสร้าง จัดทำแผนยุทธศาสตร์ที่สอดรับกับแนวนโยบายของรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามยังขาดงบประมาณสนับสนุนที่สอดคล้องกับ "ต้นทุนความจำเป็นจริง" (Individual Cost) รวมถึงขาดกฎหมายหรือบทลงโทษที่ชัดเจนในการกำกับการดำเนินงานตามแผน รวมทั้งไม่มีคู่มือหรือกระบวนการที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทำให้บางสถานศึกษาไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างที่ควรจะได้รับ ด้านสถานศึกษามีการคัดกรองกลุ่มผู้เรียนโดยบูรณาการความร่วมมือกับสาธารณสุขในการใช้เครื่องมือประเมินตามสภาพจริง รวมไปถึงกลุ่มเด็กที่มีสภาวะ LD เทียม พร้อมสนับสนุนให้ผู้สอนได้รับการฝึกอบรมสร้างความเข้าใจในกลุ่มเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษโดยเฉพาะ 

ส่วนหน่วยงานฝ่ายสนับสนุน ได้บูรณาการร่วมกัน โดยมีสาธารณสุขดำเนินการสนับสนุนการตรวจประเมินพัฒนาการและดูแลสุขภาพจิตของผู้เรียนร่วมกับสถานศึกษา ด้าน พม. สนับสนุนจัดหาทุน ดูแลครอบครัวที่มีฐานะยากจน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา จากการสะท้อนความคิดเห็นพบประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะในการดำเนินการ ดังนี้ 1) การสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กกลุ่มนี้ การให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลพัฒนาการของเด็กที่ถูกต้องสำหรับผู้ปกครอง เพื่อไม่ให้เกิดสภาวะพัฒนาการบกพร่อง 2) ทัศนคติต่อกลุ่มเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ โดยปรับมุมมองเกี่ยวกับเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษให้เหมือนเด็กปกติทั่วไป เพื่อสนับสนุนการเรียนร่วมซึ่งจะส่งผลดีต่อการดำเนินชีวิตในอนาคต 3) ด้านบุคลากร ขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น นักกิจกรรมบำบัด และครูการศึกษาพิเศษ เป็นต้น เนื่องจากอัตราค่าตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้ขาดแรงจูงใจ ส่งผลให้มีอัตรากำลังไม่เพียงพอต่อสัดส่วนนักเรียนกลุ่มนี้ 4) การบูรณาการร่วมกันของเครือข่าย แม้จะมีการสนับสนุนงานซึ่งกันและกัน แต่ยังขาดแพลตฟอร์มกลางในการรวบรวมข้อมูลและเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน 5) การคัดกรองและยอมรับ ปัญหาผู้ปกครองไม่ยอมรับว่าบุตรหลานเป็นเด็กพิเศษ แม้สถานศึกษาจะร่วมกับสาธารณสุขในการคัดกรอง และ 6) อัตรารายได้ของผู้ปกครอง ที่ไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนการเดินทางหรือการเข้าสู่ระบบการศึกษา จากข้อมูลข้างต้นที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าการบูรณาการความร่วมมือต้องอาศัยการจัดศูนย์เชื่อมโยงข้อมูลกลางเพื่อให้เกิดการสนับสนุนอย่างคล่องตัว อีกทั้งควรส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับเด็กที่มีความจำพิเศษให้กับพื้นที่ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน หน่วยงานรัฐและเอกชนอีกด้วย

วันสุดท้ายที่ประชุมได้ร่วมอภิปรายการบังคับใช้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง "การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ โดยนายโกวิท คูเพนียด ผู้อำนวยการสำนักนิติการ สป.ศธ. ได้บรรยายเกี่ยวกับเจตนารมณ์ในการประกาศบังคับใช้เพื่อปฏิรูปโครงสร้างการบริหารการศึกษาในระดับภูมิภาค ให้การจัดการศึกษาในจังหวัดเป็นเอกภาพ และเกิดการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานกลางและพื้นที่ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่ง คสช. ที่ 19/2560 มีการคืนอำนาจการบริหารงานบุคคลให้เขตพื้นที่การศึกษาโดยให้อำนาจ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาในการดำเนินการ โดยมี ศธภ. เชื่อมโยงและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับ ศธ. ขณะเดียวกัน ศธจ. จะเป็นศูนย์กลางในการวางแผนและสนับสนุนการศึกษาทุกรูปแบบ ทั้งหมดนี้เพื่อให้สถานศึกษาเกิดความคล่องตัวมากขึ้น

ที่ประชุมได้ร่วมสะท้อนมุมมองในด้านต่างๆ ดังนี้ 1) ด้านโครงสร้างและการบริหารงาน ในการบริหารงานของ ศธจ. และ เขตพื้นที่ฯ ในบางบริบทยังไม่ชัดเจนและมีความทับซ้อนเชิงภารกิจ 2) ด้านการบริหารงานบุคคล สถานศึกษามีความคล่องตัวมากขึ้นในการดำเนินการเนื่องจากเขตพื้นที่ฯ มีความใกล้ชิดและเข้าใจบริบทของสถานศึกษา และ 3) ด้านการบูรณาการแผนพัฒนาการศึกษาและการเชื่อมโยงข้อมูล ในภาพรวมการจัดการข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษายังขาดความเชื่อมโยงของหน่วยงานในพื้นที่ ด้าน ศธจ. ให้ดำเนินการเป็นหน่วยงานกลางที่ประสานและรับแนวนโยบายจากส่วนกลางช่วยให้เกิดการบูรณาการของพื้นที่ร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามในมุมมองของผู้ปฏิบัติยังมีการซ้ำซ้อนในการรายงานผลการปฏิบัติให้ทั้งเขตพื้นที่ฯ และ กศจ. 

ผลจากการสะท้อนการดำเนินงานของหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีและอยุธยาในครั้งนี้ สกศ. จะรวบรวมประเด็นดังกล่าว สุ่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาการศึกษา ปรับแก้กฎหมายที่มีความทับซ้อน เสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านกฎหมายและสภาการศึกษา สู่การขับเคลื่อนเป็นนโยบายการศึกษาของประเทศ เพื่อให้หน่วยงานในภูมิภาคได้เกิดความคล่องตัวในการบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินงานกับทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อีกทั้งเพื่อเตรียมความพร้อมการศึกษาไทย เข้าเป็นสมาชิก OECD ยกระดับการศึกษาเทียบเท่าสากล

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด