สกศ. จับมือ OECD – UNICEF เปิด Roadmap ติวเข้ม Technical Review เตรียมพร้อมเข้าสมาชิก OECD เต็มรูปแบบ ยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

image

วันที่ 19 - 20 มีนาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมความก้าวหน้าในการสมัครเป็นสมาชิก OECD และการประชุมทางวิชาการ เรื่อง การทำความรู้จัก EDPC และ CERI พร้อมแผนที่นำทางสู่กระบวนการทบทวนทางเทคนิค (Introduction to EDPC & CERI and Roadmap to the Technical Review) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล ซึ่งได้รับความร่วมมือจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย (UNICEF โดยมี ดร.ชลิตา ธัญญะคุปต์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษา UNICEF Thailand เป็นวิทยากร พร้อมผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัด ศธ. และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อปท. ภาครัฐ และภาคเอกชน เข้าร่วมการประชุมออนไลน์กว่า 300 คน
 
 
รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยถึงความสำคัญในการร่วมมือกับ OECD โดยมีใจความว่า นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงต้นของกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD หรือที่เรียกว่า Accession ซึ่งในเดือนมีนาคม 2569 นี้ ประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการ Accession Review อย่างเป็นทางการ เพื่อดำเนินการทบทวนเชิงเทคนิค (Technical Review) ให้กฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของประเทศมีความสอดคล้องกับมาตรฐาน OECD โดยต้องผ่านการประเมินทางเทคนิคจากคณะกรรมการของ OECD ในด้านต่าง ๆ ประมาณ 26 คณะ ดังนั้นหากหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศไทยมีความเข้าใจ มีความพร้อมในการประสานความร่วมมือ ประเทศไทยอาจสามารถเข้าเป็นสมาชิก OECD อย่างเต็มรูปแบบได้ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2573
 
 
 
สำหรับความความก้าวหน้าและบทบาทที่ต้องดำเนินการต่อของการเป็นสมาชิก OECD ในด้านมิติการศึกษา Lucía Alonso ผู้เชี่ยวชาญจาก OECD ได้นำเสนอภาพรวมของ OECD ที่มุ่งเน้นการกำหนดนโยบายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นผ่านการพัฒนาการศึกษา ในขณะเดียวกัน OECD มีคณะกรรมการทางเทคนิคสำหรับนโยบายแต่ละด้านทั้งนี้ประเทศไทยได้รับการพิจารณาการเข้าเป็นสมาชิกเดือนกรกฎาคม 2567 โดยระบุเงื่อนไขและแผนการดำเนินงานสำหรับกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการศึกษา (EDPC) จะร่วมประเมินความสอดคล้องด้านนโยบายของประเทศไทยกับมาตรฐาน OECD ผ่านกรอบการทบทวนเชิงเทคนิค 2 ประเด็น ประกอบด้วย 1) การปฏิบัติตามตราสารกฎหมาย พิจารณาจากประเมินความเต็มใจและความสามารถของไทยในการดำเนินงานตามข้อกำหนดของ OECD และ 2) นโยบายและแนวปฏิบัติวิเคราะห์นโยบายการศึกษา โดยมีขั้นตอนในการดำเนินงานตั้งแต่การทบทวนนโยบาย การตอบแบบสอบถาม การวิจัยข้อมูลเบื้องต้น การลงพื้นที่ทบทวนนโยบาย การตรวจสอบร่างรายงาน จัดหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ ไปสู่นำเสนอต่อคณะกรรมการ EDPC ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินงานเสร็จสิ้นใน ปี พ.ศ. 2571
 
 
 
จากนั้นผู้เชี่ยวชาญจาก OECD ได้แก่ Gourangi Kumar, Diana Toledo และ Stéphan Lancri ร่วมเป็นวิทยากรสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมของโครงการ Education 2040 ที่มุ่งเน้นการสร้างนโยบายและเข็มทิศทางการศึกษาที่ตอบโจทย์อนาคตผ่านการร่วมกันออกแบบ (Co-design) สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวและประสบความสำเร็จในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยครอบคลุมทักษะสำคัญในยุคใหม่ตั้งแต่การใช้สื่อ การรู้เท่าทันข้อมูล รวมไปถึงเรื่อง AI ผ่านการมุ่งเน้นพัฒนาทักษะและสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับผู้เรียนและผู้สอน ตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร นวัตกรรมการสอน และการใช้เทคโนโลยีและ AI พร้อมแนะนำ OECD Education Policy Flagship นำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์ในการวิเคราะห์ระบบการศึกษาของประเทศสมาชิก ผ่านโครงการ Education Policy Outlook โครงการหลักของ OECD ที่เน้นการวิเคราะห์และเปรียบเทียบนโยบายการศึกษาของประเทศต่างๆ เกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการศึกษา เพื่อช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถวางแผนและยกระดับระบบการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ หรือ Education at a Glance (EAG) ที่รายงานสถานะการศึกษาระดับนานาชาติที่วิเคราะห์ทั้งด้านโครงสร้าง การเงิน และผลลัพธ์ เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็จัด Education Policy Reform Dialogues ซึ่งเป็นเวทีให้ประเทศสมาชิกได้ร่วมแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับปัญหา ความท้าทาย และแนวทางการปฏิรูปนโยบายการศึกษา โดยมุ่งหวังให้เกิดการนำนโยบายไปปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการบูรณาการข้อมูลเข้าสู่ระบบตัวชี้วัด INES ของ OECD เพื่อให้ฐานข้อมูลด้านการศึกษาของไทยได้รับมาตรฐานระดับสากล นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการจัดประชุม Education Policy Reform Dialogues ขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อหารือถึงแนวทางการสร้างสังคมที่เท่าเทียมผ่านการศึกษา ด้าน Digital Education Outlook 2026 รายงานด้านการศึกษาเกี่ยวกับดิจิทัล ในประเด็นของปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ (Generative AI) ที่เข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้กำหนดนโยบายที่ต้องมุ่งเน้นให้เกิดนโยบายที่น่าเชื่อถือและการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เท่าเทียมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง
 
 
วันสุดท้ายของการประชุม Edmund Misson ผู้เชี่ยวชาญจาก CERI ได้แนะนำภาพรวมของศูนย์วิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา (Centre for Educational Research and Innovation: CERI) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ OECD ซึ่งมุ่งเน้นการเตรียมระบบการศึกษาให้พร้อมสำหรับอนาคต โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ การวัดความก้าวหน้าทางการศึกษา การเตรียมการศึกษาสู่อนาคตรวมทั้งบทบาทของ AI การใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และสร้างการสนับสนุนผ่านงานวิจัยทางการศึกษา และนวัตกรรมในการสอนและการประเมินผล  รวมไปถึงการใช้ GenAI ในการสนับสนุนวิเคราะห์แนวโน้มที่ส่งผลต่อระบบการศึกษา จากนั้น Emily Qing ได้แนะนำ Trends Shaping Education 2025 (TSE 2025) ของ OECD ซึ่งเป็นรายงานวิเคราะห์แนวโน้มด้านเศรษฐกิจ สังคม ประชากร สิ่งแวดล้อม การเมือง รวมไปถึงเทคโนโลยี) ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางการศึกษาในอนาคต ซึ่งเป็นความท้าทายที่ระบบการศึกษาต้องเผชิญ ดังนี้ ความขัดแย้งและความร่วมมือในภาวะสงคราม การเตรียมทักษะที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน และการส่งเสริมสุขภาวะทางจิต เป็นต้น ซึ่งนำไปสู่การใช้ข้อมูลในมิติการวางแผนเชิงกลยุทธ์ด้านการศึกษาผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นและเตรียมความพร้อม เพื่อสร้างนโยบายที่ส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างยั่งยืน 
 
 
ด้านโอกาสในการสร้างความร่วมมือของประเทศไทยกับ CERI ผู้เชี่ยวชาญจาก OECD ได้แก่ Ruochen Li, Noémie Le Donné และ Claudia Tamassi ได้แนะนำโครงการต่าง ๆ ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือหลักในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์สมรรถนะทางการศึกษาในมิติต่าง ๆ ดังนี้ 
• TALIS (The Teaching and Learning International Survey): โครงการสำรวจสภาวะการจัดการเรียนการสอนในระดับนานาชาติ มุ่งเน้นการเก็บข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับครู สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน และแนวปฏิบัติในการสอน เพื่อทำความเข้าใจสภาพการทำงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครู พบว่าปัจจุบันโครงสร้างประชากรครูเข้าสู่สังคมสูงวัย อีกทั้งงานด้านเอกสารและธุรการเป็นสาเหตุหลักการเกิดความเครียดของผู้สอน ในด้านความท้าทายสัดส่วนครูไม่สอดคล้องกับผู้เรียนที่มีลักษณะพิเศษ รวมไปถึงกำแพงความหลากหลายทางภาษา แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีการนำ AI มาใช้ในการเรียนการสอนมากขึ้น
• SSES (The Survey on Social and Emotional Skills): โครงการสำรวจทักษะทางสังคมและอารมณ์ วัดระดับพัฒนาการด้านอารมณ์และการเข้าสังคม ในผู้เรียนอายุ 10 ปี และ 15 ปี เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับสมรรถนะด้านความรับผิดชอบ ความร่วมมือ และความมั่นคงทางอารมณ์ของนักเรียน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญนอกเหนือทักษะทางวิชาการ พบว่าทักษะทางสังคมและอารมณ์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความพึงพอใจในชีวิต ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความคาดหวังในการประกอบอาชีพในอนาคต
• PIAAC (The Programme for the International Assessment of Adult Skills): โครงการประเมินสมรรถนะผู้ใหญ่ในระดับนานาชาติ 3 ด้าน ได้แก่ การอ่านออกเขียนได้ การคำนวณ และการแก้ปัญหาในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง โดยมีกลุ่มเป้าหมายในช่วงอายุ 16-65 ปี เพื่อเน้นการวัดทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานและใช้ชีวิตของผู้ใหญ่ในโลกปัจจุบัน
 
 
จากการประชุมครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจให้แก่หน่วยงานของไทยเกี่ยวกับขั้นตอน กระบวนการ และการเตรียมความพร้อมในด้านข้อมูล นโยบาย และระบบประเมินผล ทั้งหมดนี้เพื่อให้ขั้นตอนและแผนการดำเนินงานการเข้าเป็นสมาชิกตรงตามเป้าหมาย โดย สกศ. จะนำแผนการดำเนินงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อยกระดับนโยบายการศึกษาของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สามารถรับชมการประชุมย้อนหลังได้ที่ Facebook สภาการศึกษา และ สภาวะการศึกษาไทย สกศ.
 

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด