สกศ. วิเคราะห์เจาะลึกอันดับ IMD ด้านการศึกษาไทยปีล่าสุด ชี้จุดแข็ง “งบประมาณ-อัตราส่วนครู” สวนทาง “คุณภาพผลสัมฤทธิ์” เร่งเสนอแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
วันที่ 11 มีนาคม 2569 ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร ประธานอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านประเมินผลการจัดการศึกษา กำหนดจัดประชุมคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านประเมินผลการจัดการศึกษา ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการฯ และนายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา ข้าราชการและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เข้าร่วมประชุมแบบออนไลน์และออนกราวน์ ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สกศ.

ที่ประชุมร่วมกัน พิจารณารายงานผลการดำเนินงานการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาของประเทศไทย (IMD) ประจำปี 2568 ภาพลักษณ์การศึกษาไทยในเวทีโลก ท่ามกลางวิกฤตอันดับที่ลดลง และตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงโครงสร้าง งบประมาณและตัวเลขที่ดูดี แต่ผลลัพธ์วิกฤต จากการวิเคราะห์ 19 ตัวชี้วัดด้านการศึกษา พบความลักลั่นที่น่าสนใจระหว่างปัจจัยนำเข้าและผลสัมฤทธิ์ โดยสามารถแบ่งกลุ่มข้อมูลออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) มิติงบประมาณและทรัพยากร ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 32 ในด้านงบประมาณการศึกษาต่อ GDP และมีอัตราส่วนนักเรียนต่อครูที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่าค่าเฉลี่ยโลก ซึ่งควรจะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้คุณภาพการศึกษาสูงขึ้น 2) มิติผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นจุดอ่อนที่ถึงแม้ทรัพยากรจะพร้อม แต่คะแนน PISA (คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน) และทักษะภาษาอังกฤษ (TOEFL) กลับร่วงลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงดัชนีมหาวิทยาลัยระดับสากลที่ยังไม่ขยับเท่าที่ควร 3) มิติมุมมองภาคเอกชน (Survey Data) ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจต่อระบบการศึกษาไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนว่าผู้จบการศึกษาอาจยังไม่มีทักษะที่ตอบโจทย์โลกการทำงานยุคใหม่


เสียงสะท้อนจากที่ประชุม คณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิได้ร่วมกันวิพากษ์สาเหตุเชิงลึกว่า ต้องแก้ปัญหาที่การบริหารจัดการที่เกาไม่ถูกที่คัน โดยระบุถึงตัวเลขค่าเฉลี่ยของประเทศมักบดบังความจริงในพื้นที่ การกระจายครูที่ไม่เป็นธรรมในภาพรวมอาจดูเหมือนครูพอ แต่ในเชิงปฏิบัติกลับพบปัญหา “ครูเกินในเมือง ครูขาดในถิ่นทุรกันดาร” รวมถึงปัญหาครูไม่ตรงสายวิชาที่จำเป็น และงบประมาณส่วนใหญ่ที่ถูกนำไปใช้กับบุคลากรและจมกับโครงสร้างอาคาร แต่ขาดการลงทุนในเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนผ่านการเรียนรู้ให้ทันสมัย นอกจากนี้ที่ประชุมเน้นย้ำว่าหากการจัดการศึกษาปฐมวัย ยังไม่มีคุณภาพย่อมส่งผลกระทบลูกโซ่ไปถึงผลสัมฤทธิ์ในระดับสูงและการคิดวิเคราะห์ของเด็กไทยในระยะยาว เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักนี้ สกศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเดินหน้าตามแนวทางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างสู่สังคมสูงวัย สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่มุ่งเน้นการสอนแบบ Project-based Learning และใช้ฐานคิดทางวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ ปฏิรูปการสอนภาษาอังกฤษ ปรับโครงสร้างการเรียนการสอนทั้งระบบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระดับสากล บริหารจัดการข้อมูลเชิงลึก เลิกมองเพียงค่าเฉลี่ยภาพรวม แต่ให้ลงลึกถึงข้อมูลโรงเรียนขนาดเล็ก-ขนาดใหญ่ เพื่อจัดสรรงบประมาณและบุคลากรให้ตรงกับความต้องการจริง และบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน สร้างความเชื่อมั่นผ่านเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก


ส่วนการพัฒนากลไกการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะที่จำเป็นแห่งอนาคตของคนไทยทุกช่วงวัย สกศ. ขับเคลื่อนกลไกเชิงนโยบายเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตรองรับความผันผวนของโลกยุคดิจิทัลและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเน้นการถอดบทเรียนความสำเร็จจากประเทศสมาชิก OECD มาเป็นต้นแบบในการนิยามสมรรถนะที่จำเป็นของคนไทยทุกช่วงวัยให้ชัดเจน พร้อมชี้ให้เห็นถึงความลักลั่นของทรัพยากรที่แม้มีงบประมาณสูงแต่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้านการคิดวิเคราะห์และทักษะสากลยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่ากังวล ที่ประชุมจึงเสนอให้ปฏิรูปฐานข้อมูลนักเรียนรายบุคคลผ่านเลขประจำตัว 13 หลักที่เชื่อมโยงไร้รอยต่อ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงวัยแรงงาน เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และหัวใจสำคัญที่ต้องเร่งสร้างคือแรงบันดาลใจและทัศนคติใฝ่เรียนรู้มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงตัวเลขทางสถิติหรือการจัดหาครุภัณฑ์เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ต้องบูรณาการร่วมกับระบบธนาคารหน่วยกิตและกลไกเชิงพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ชุมชนให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

