สกศ. ปิดฉากสมัชชาภูมิภาคครั้งที่ 4 รุกกระจายอำนาจจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ มุ่งสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับคุณภาพประชากรทุกช่วงวัย

image

วันที่ 6 มีนาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมส่งเสริมศักยภาพการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ สมัชชาสภาการศึกษาระดับภูมิภาค ครั้งที่ 4 : ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก โดยมี ดร.นิติ นาชิต รองเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมบรรยายพิเศษ พร้อมนางโชติกา วรรณบุรี ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ ผู้แทนสมัชชาการศึกษาจังหวัด หน่วยงานทางการศึกษา ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ระดมสมองภาคีเครือข่ายกว่า 120 คน เผยโมเดลแก้โจทย์การศึกษาไทยด้วยการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หวังปลดล็อกหลักสูตรส่วนกลางที่ไม่ตอบโจทย์ท้องถิ่น ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผสมผสานออนไลน์และออนกราวด์ ณ ห้องประชุมพจน์ สะเพียรชัย สกศ.

รองศาสตราจารย์ ดร.ประวิต กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเดินหน้าสมัชชาการศึกษาภูมิภาคปี 2569 รุกนโยบายกระจายอำนาจสู่การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ทั่วประเทศ โดยดึงศักยภาพท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายร่วมวางแผน ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้เรียนและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อมุ่งสร้าง “สังคมแห่งการเรียนรู้” ที่เชื่อมโยงโลกการศึกษาเข้ากับทักษะอาชีพ เพื่อการเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เตรียมสังเคราะห์มติจากทุกภูมิภาคเสนอเป็นนโยบายรัฐบาล ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำได้จริงในระดับท้องถิ่น

ดร.นิติ กล่าวว่า สกศ. ชูแนวคิดการจัดการเรียนรู้เพื่อชีวิตที่ยืนยาว (Lifelong Learning for Longevity) เพื่อรับมือสังคมสูงวัย โดยปรับโมเดลพัฒนาทุนมนุษย์สู่การเรียนรู้แบบหมุนเวียนที่เน้น Re-skill และ Up-skill ในทุกช่วงชีวิต พร้อมผลักดันระบบนิเวศการศึกษาที่ยืดหยุ่นผ่านธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เชื่อมโยงการเรียนรู้ทุกรูปแบบเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสมรรถนะให้ประชากรทุกวัยพึ่งพาตนเองได้ มีงานทำ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

สำหรับการเสวนา “Growth Together การพัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์สักรินทร์ แซ่ภู่ ภาควิชาสถาปัตยกรรม สำนักการเรียนรู้ตลอดชีวิต พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และทันตแพทย์กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ คณะกรรมการภาคีเพื่อการศึกษา (TEP) กล่าวถึงประเด็น พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งปัจจุบันขยายตัวไปกว่า 20 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นพื้นที่ทดลอง (Sandbox) ทางการศึกษาโรงเรียนสามารถออกแบบหลักสูตรได้เองไม่ต้องยึดติดกับหนังสือเรียนหรือตัวชี้วัดจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวแก้ปัญหาเด็กที่จบมาไม่ตรงความต้องการของตลาดแรงงาน เช่น อุตสาหกรรม EV ในภาคตะวันออก ซึ่งเดิมบริษัทต้องใช้เวลาเทรนเด็กใหม่นานถึง 1 ปี และภาคเอกชนที่บริจาคผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 
(กสศ.) ในพื้นที่นวัตกรรม สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ถึง 200% นอกจากนี้สร้างนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) จากฐานราก โดยได้แบ่งปันประสบการณ์การทำงานร่วมกับชุมชน โดยเน้นว่าการเรียนรู้ต้องไม่แยกขาดจากวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับชุมชนรอบข้าง และนำทรัพยากรที่มีอยู่จริง เช่น พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น วิถีชาวบ้าน มาสร้างแรงบันดาลใจและรายได้ให้คนในพื้นที่ เน้นการสร้างเครือข่ายที่เกิดจากการลงพื้นที่จริง จนเกิดเป็นความร่วมมือที่ยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว หัวใจสำคัญคือกระบวนการคิด (Thinking Process) ถ้าเราปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ให้เด็กได้ลงมือทำจริงแบบโรงเรียนทุ่งยาวคำโปรย ผลคะแนน O-NET เพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องกวดวิชาหนัก แต่คือการเรียนรู้ที่มีความสุขและตอบโจทย์ชีวิต ความสำเร็จของการศึกษาเชิงพื้นที่ต้องอาศัยกลไกท้องถิ่น เช่น อบจ. หรือ เทศบาล เป็นแกนกลาง ร่วมกับมูลนิธิหรือภาคเอกชน เพื่อให้เกิดโครงสร้างการทำงานที่ต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านนโยบายในระดับประเทศ

ที่ประชุมภาคีเครือข่ายเสนอประเด็นที่สะท้อนปัญหาและเสนอทางออกเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาเชิงพื้นที่ โดยมุ่งเน้นสร้างทักษะชีวิตที่ใช้งานได้จริง ได้แก่ 1. การพัฒนาหลักสูตรความฉลาดทางการเงิน (Financial Literacy) เสนอให้ผลักดันหลักสูตรการเงินและการลงทุนเข้าสู่การศึกษาภาคบังคับ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาเน้นการออมและการบริหารจัดการเงินไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาเน้นเรื่องภาษีและการลงทุน แนวทางปฏิบัติเพื่อลดช่องว่างเรื่องครูผู้สอนโดยการเชิญผู้เชี่ยวชาญหรือปราชญ์ในชุมชนมาเป็นผู้ถ่ายทอด และใช้โมเดลธุรกิจเล็ก ๆ ในโรงเรียนมาผนวกกับวิชาคณิตศาสตร์และสังคมศึกษาเพื่อให้เด็กได้ลงมือทำจริง 2. โมเดลผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) เชื่อมโยงระบบธนาคารหน่วยกิต เสนอให้สร้างหลักสูตรการดูแลสุขภาพและผู้สูงอายุในโรงเรียน หลักสูตร 70 ชั่วโมงเพื่อปลูกฝังความกตัญญูและสร้างทักษะอาชีพ เพื่อการต่อยอดและนำประสบการณ์จากการทำงานจริงในพื้นที่ร่วมกับ อบต. หรือศูนย์สวัสดิการสังคมมาสะสมเป็นหน่วยกิตในระบบธนาคารหน่วยกิต เพื่อเทียบโอนเป็นคุณวุฒิทางการศึกษาในอนาคต ช่วยให้เด็กในพื้นที่ประกอบอาชีพได้โดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน 3. การเรียนรู้แบบไร้รอยต่อ และพัฒนาตามรายบุคคล มีข้อเสนอให้ปรับการเรียนรู้ให้ทันต่อโลกดิจิทัล โดยมุ่งเน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางและมีความพร้อมในการรับข้อมูลที่มหาศาล มีแนวทางสนับสนุนส่งเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการ และการค้นหาความถนัดของตนเองเพื่อวางแผนอาชีพล่วงหน้า เสนอให้ สกศ. ทำ MOU ร่วมกับหน่วยงานระดับชาติเพื่อรองรับมาตรฐานวิชาชีพเหล่านี้

นางโชติกา กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการรวมพลังภาคีเครือข่าย 26 จังหวัด ถือเป็นโค้งสุดท้ายในการรวบรวมความเห็นจากครบทั้ง 4 ภูมิภาค โดยเน้นวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เสริมสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ให้ยั่งยืน 2) ติดตามผลการดำเนินงานสมัชชาการศึกษาจังหวัดให้สอดคล้องกับทิศทางชาติ และ 3) สังเคราะห์ข้อเสนอเพื่อจัดทำร่างมติสมัชชาสภาการศึกษาปี 2569 เสนอเป็นวาระระดับชาติต่อไป “เวทีนี้คือกลไกสำคัญในการสะท้อนปัญหาและความต้องการที่แท้จริงจากพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์บริบทและศักยภาพของแต่ละจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม” สกศ. จะนำบทเรียนที่ได้รับไปพัฒนามติสมัชชาใหญ่ให้สมบูรณ์ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ทั้งชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด