สกศ. ระดมสมอง สร้าง “กรอบการประเมินนโยบายการศึกษาชาติ” ปิดช่องว่างนโยบายการศึกษา ยกระดับทุนมนุษย์ให้ยั่งยืน

image

วันที่ 5 มีนาคม 2569 นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินผลนโยบายการศึกษาของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และบรรยายพิเศษเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันให้กับภาคีเครือข่ายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมี ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ศึกษานิเทศก์ นักเรียน ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้แก่ หน่วยงานในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และอปท. รวมทั้งสิ้นกว่า 100 คน เข้าร่วมระดมความคิดเห็น ณ ห้องปรินซ์บอลรูม 1 ชั้น 11 โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษามุ่งเน้นการยกระดับและขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาเพื่อสร้างเข็มทิศในการกำหนดทิศทางการศึกษาของประเทศไทยในอนาคต โดยใช้กรอบการประเมินนโยบายระดับชาติ (National Policy Evaluation Framework) เป็นกลไกในการกำกับดูแล ติดตาม และเสนอแนะแนวทางการศึกษาในอนาคตเนื่องจาก 3 ทศวรรษที่ผ่านมาการประเมินผลนโยบายภายใต้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในด้านการศึกษายังขาดความต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาล เน้นการวัดเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ รวมทั้งปัจจัยวิกฤตในปัจจุบันเกี่ยวกับงบอุดหนุนรายหัวที่ไม่ตอบโจทย์สภาวะเงินเฟ้อ ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และทักษะของผู้สำเร็จการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน

นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ได้กล่าวถึงความจำเป็นในการจัดทำกรอบการประเมินนโยบายผ่านการบรรยายพิเศษ เรื่อง ถอดบทเรียนการปฏิรูปและทิศทางในอนาคต (พ.ศ. 2540 – 2569) โดยมีใจความว่า  จากการติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล พบว่า ด้านนโยบายการศึกษาของประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายในด้านต่าง ๆ  ได้แก่ การลดลงของประชากรกลุ่มเด็กเกิดใหม่ การยกระดับนโยบายให้เทียบเท่ามาตรฐาน OECD การจัดการศึกษาในสภาวะวิกฤติ การสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับครูสอน ความเชื่อมั่นในระบบการศึกษา และการสร้างสมดุลทักษะการเรียนรู้ควบคู่กับสุขภาวะที่ดีของผู้เรียน เป็นต้น ทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่ 4 มิติในการกำหนดกรอบประเมินนโยบายการศึกษา (The New Framework) ประกอบด้วย 1) การสร้างโอกาสและความเสมอภาค ซึ่งผลจากการดำเนินการเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นแต่อย่างไรก็ตามการศึกษาไทยยังต้องเผชิญความท้าทายความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพและทรัพยากรสนับสนุนสถานศึกษา 2) คุณภาพการเรียนรู้และหลักสูตร แม้ปัจจุบันมีการส่งเสริมหลักสูตร ทักษะที่สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน แต่ในการทดสอบระดับมาตรฐานสากลยังไม่แตกต่างจากอดีตมากนัก 3) การพัฒนาวิชาชีพและสวัสดิการครู มีการสนับสนุนในด้านมาตรฐานวิชาชีพมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการลดภาระของครูผู้สอนก็ยังเป็นประเด็นที่ท้าทาย และ 4) การบริหารจัดการและการกระจายอำนาจ มีการกระจายอำนาจทำให้ผู้ปฏิบัติทำงานง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังมีความซ้ำซ้อนในภารกิจของบางหน่วยงาน

ต่อมาได้ร่วมวิเคราะห์ประเด็นท้าทายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานโยบายการศึกษาไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา แบ่งได้เป็น 5 ประเด็น ดังนี้ 1) เน้นนโยบายที่ได้รับความนิยมมากกว่านโยบายที่ยกระดับคุณภาพการศึกษา ส่วนใหญ่เน้นให้เกิดผลลัพธ์ระยะสั้น ไม่ตอบสนองต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน 2) ปัญหานโยบายเดิมถูกกลับมานำเสนอซ้ำในรูปแบบใหม่ โครงสร้างการบริหารคงรูปแบบเดิม ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างแท้จริง 3) เป้าหมายของนโยบายไม่สอดคล้องกับเครื่องมือในการดำเนินงาน 4) ขาดความต่อเนื่องทางการเมือง นโยบายการศึกษาเปลี่ยนแปลงตามการนำของรัฐบาล และ 5) การขาดระบบประเมินผลนโยบายที่จริงจัง

ที่ประชุมได้แบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็น 4 กลุ่มเป้าหมาย เพื่อร่วมพิจารณาและจัดลำดับแนวนโยบายที่สำคัญสำหรับบริบทหน้าที่หน่วยงานของตน โดยมี นายพัชรพล จันทร์ศรี และ นางสาวณัษมา ยุวโสภีร์ เป็นวิทยากรกลุ่มที่ 1 (หน่วยงานส่วนกลาง) นายวัชระ ใบยูซบ และ นายวีรภัทร รุ่งโรจน์นภาดล เป็นวิทยากรกลุ่มที่ 2 (ภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม) นายไพรัตน์ ลิ้มปองทรัพย์ และ นายณิชชภา อโนมา เป็นวิทยากรกลุ่มที่ 3 (ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน) และ นายปฏิญญา มุขสาร และ นางสาวเกณิกา บริบูรณ์ เป็นวิทยากรกลุ่มที่ 4 (นักเรียน) สำหรับ “หน่วยงานส่วนกลาง” ซึ่งเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาระบบการศึกษาสะท้อนว่านโยบายต้องเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นโยบายต้องเสริมและสร้างผลกระทบเชิงบวก เช่น Credit Bank ที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ในขณะเดียวกันหากต้องการให้เกิดความยั่งยืนนโยบายต้องมีความต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลงตามโครงสร้างระบบการเมือง ใน “ด้านของภาคเอกชน” สะท้อนว่าการประเมินผลการศึกษาไม่ควรยึดติดกับการสอบเพียงด้านเดียว แต่ควรพิจารณาวัดทางด้านทักษะที่พึงมีในปัจจุบันทั้งทางด้านทักษะดิจิทัล และ AI เพื่อให้ตอบโจทย์ของความต้องการของตลาดแรงงาน อีกทั้งควรให้เอกชนได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาการพัฒนาหลักสูตรเพื่อผลิตบุคคลากรตรงตามความต้องการอย่างแท้จริง

ด้าน “ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน” สะท้อนเกี่ยวกับนโยบายที่ควรมีพื้นฐานสำหรับสวัสดิการพื้นฐาน การสอบ CEFR แต่อย่างไรก็ตามการลดภาระงานครูและการบริหารงบประมาณที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนนโยบายให้สำเร็จและยั่งยืน ส่วน “นักเรียน” ได้สะท้อนความต้องการในด้านการพัฒนาหลักสูตรให้มีความสอดคล้องกับทักษะจำเป็นที่ใช้ได้จริงในปัจจุบันและมีความทันสมัย เช่น องค์ความรู้ด้านภาษีและความรู้ด้าน AI อีกทั้งการมีพื้นที่ให้ผู้เรียนได้สืบค้น (Co-working Space) เน้นการปฏิบัติมากกว่าการท่องจำ พร้อมให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาด้านค่าใช้จ่ายในการทดสอบที่อาจทำให้เกิดภาระของผู้เรียน

ผลจากการระดมสมองและการสะท้อนแนวนโยบายด้านการศึกษาตามบริบทหน้าที่ของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมีความเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ดังนั้นการกำหนดขอบเขตของกรอบการประเมินนโยบายระดับชาติจึงควรสะท้อนความต้องการและมุมมองที่หลากหลายอย่างแท้จริง เพื่อให้ประเทศไทยมีกรอบประเมินนโยบายที่เข้มแข็ง สู่การผลิตและยกระดับทุนมนุษย์ที่มีสมรรถนะสูงรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตต่อไป

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด