สกศ. ผนวกภาคีเครือข่ายภาคอีสาน จัดประชุมสมัชชาการศึกษาระดับภูมิภาค ระดมสมองพัฒนามติ LIFELONG LEARNING FOR LONGEVITY
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมส่งเสริมศักยภาพการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ สมัชชาสภาการศึกษาระดับภูมิภาค ครั้งที่ 2: ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี ดร.นิติ นาชิต รองเลขาธิการสภาการศึกษา ผศ.ดร.บุญชู บุญลิขิตศิริ รองคณบดีฝ่ายบริหารและวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยบูรพา พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และบุคลากรทางการศึกษาจากทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมประชุมในรูปแบบออนไลน์ผ่านโปรแกรม Webex Meetings

รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education) จำเป็นต้องอาศัยการประสานพลังอย่างเป็นระบบจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงคนในชุมชนผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าใจบริบท ความต้องการ และศักยภาพที่แท้จริงของท้องถิ่นมากที่สุด ในบริบทนี้ งานสมัชชาสภาการศึกษาในระดับภูมิภาค จึงถือเป็นกลไกสำคัญและเป็นเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายภาคประชาชนให้เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ พร้อมทั้งสอดรับกับเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ



ดร.นิติ นาชิต กล่าวถึงแนวคิดการจัดการศึกษาเพื่อชีวิตที่ยืนยาว (Longevity Education) เรามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในมิติของสังคมที่เราจะต้องพัฒนาโดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาประเทศของพวกเรา สำหรับแนวคิดการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการจัดการศึกษาเพื่อชีวิตที่ยืนยาวเป็นแนวคิดที่สภาการศึกษาได้นำมาขับเคลื่อนการจัดการศึกษา โดยเฉพาะในด้านผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้น ในสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปเราจะทำยังไงให้พวกเขามีคุณภาพที่มิใช่แค่เพียงด้านสุขภาพแต่มีคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดี และขอบเขตดังกล่าวไม่ใช่แค่ตอนสูงอายุ แต่ควรมีการพัฒนามาตั้งแต่เกิดแล้วสั่งสมไปเพื่อให้เกิดทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ เพราะชีวิตที่ยืนยาว...ต้อง "ออกแบบด้วยการเรียนรู้" โดยพวกเราทุกคนในสังคมควรเป็นผู้ออกแบบว่าทำอย่างไรเราจึงจะมีชีวิตที่ทีคุณภาพ และมีทักษะเพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพ


สำหรับการเสวนา “Growth Together การพัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน” มีการนำกรณีศึกษาแนวทางการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืนของพื้นที่ตัวอย่าง โดย นายสัญญา มัครินทร์ ที่ได้ริเริ่ม “มหา'ลัยไทบ้าน” พื้นที่การเรียนรู้เชิงพื้นที่ที่เปลี่ยนชุมชนเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำโดยเคารพภูมิปัญญาท้องถิ่น และต้องการสร้างทักษะอาชีพที่ต่อยอดได้จริง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างคนคืนถิ่น เนื้อหาการเรียนรู้ไม่ได้มาจากตำราส่วนกลาง แต่เกิดจากโจทย์ของชุมชน เช่น การเกษตรพื้นบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และอีกหนึ่งแนวทางโดย นางสาวศรีมาลาฌ์ ยะภักดี ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนซีวาย เอฟ กับแนวทาง “โครงการนครพนม Learning City เคลื่อนคน เคลื่อนเมือง” เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดนครพนมสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ตามแนวทางของ UNESCO โดยเน้นการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นและเครือข่ายภาคประชาชนในการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม กิจกรรมมักเน้นสุนทรียศาสตร์ ศิลปะ และการลงมือทำ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและทักษะการพึ่งพาตนเอง


ช่วงบ่ายผู้เข้าร่วมประชุมได้แบ่งกลุ่มอภิปรายเกี่ยวกับการสำรวจสภาวการณ์การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ตามมติสมัชชาการศึกษาฯ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนการขับเคลื่อนภายในพื้นที่ใน 2 มติ ประกอบด้วย มติที่ 1 การสร้างการเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้ (Learn to Earn) และมติที่ 2 ระบบนิเวศการเรียนรู้: Key Success Factors ของเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พบว่าภาคอีสานมีฐานทุนทางวัฒนธรรมที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ (Soft Power) และมีเครือข่ายแหล่งเรียนรู้และปราชญ์ชาวบ้านที่กระจายตัวอยู่หลายชุมชน หัวใจความสำเร็จ คือ การนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาผสมผสานกับความสร้างสรรค นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าท้องถิ่น และความร่วมมือของสถานศึกษาในการออกแบบหลักสูตรระยะสั้นที่สามารถสะสมหน่วยกิตได้ โดยเน้นทักษะสมัยใหม่และการตลาดจริงสู่ความมั่นคงทางรายได้ และระบบนิเวศการเรียนรู้ที่พึ่งพาตนเองได้ข้อสรุปและเสียงสะท้อนจากภาคีเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะถูกพัฒนาเป็นวาระเข้าสู่สมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติเพื่อผลักดันเป็นนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

