สกศ. ลงพื้นที่ภาคใต้ เร่งทบทวนคำสั่ง คสช. 19/2560 พร้อมยกระดับการศึกษาเด็กพิเศษให้สอดคล้องมาตรฐานสากล
วันที่ 19 – 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายเฉลิมชนม์ แน่นหนา ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาของเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ และการติดตามและประเมินผลการบังคับใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 โดยได้รับเกียรติจาก นายวีระ พลอยครบุรี ผู้ทรงคุณวุฒิ และ นายโกวิท คูเพนียด ผู้อำนวยการสำนักนิติการ สป.ศธ. ร่วมเป็นวิทยากร พร้อมนางสาวณัฐิกา นิตยาพร รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักพัฒนากฎหมายการศึกษา ผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ และผู้แทนจากหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี ได้แก่ ศธจ. ศธภ. สพฐ. สพป. สพม. อปท. สกร. สำนักงานสาธารณสุข และศูนย์การศึกษาพิเศษ ณ โรงแรมขนอมซันไรซ์ รีสอร์ทแอนด์โฮเทล จังหวัดนครศรีธรรมราช

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจจัดทำความเห็นเสนอต่อสภาการศึกษาและคณะรัฐมนตรีในการจัดทำกฎหมายการศึกษา ดังนั้นเพื่อให้บริบทกฎหมายเกิดการสอดคล้อง เหมาะสม กับบริบทโลกและการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลง จึงต้องมีการติดตาม ประเมินผลการบังคับใช้ การจัดการศึกษาของเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 (การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค) โดย นางสาวณัฐิกา นิตยาพร รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักพัฒนากฎหมายการศึกษา สกศ. กล่าวเสริมว่า สกศ. มุ่งเน้นรวบรวมสภาพปัญหา อุปสรรคจากการดำเนินการของฝ่ายปฏิบัติในพื้นที่อันจะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอ ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมาย อีกทั้ง รศ.ดร. ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา มีความมุ่งหมายที่จะยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล เพื่อเตรียมความพร้อมการเข้าเป็นสมาชิก OECD จึงมีความสำคัญที่ต้องจัดการศึกษาอย่างเหมาะสม



ที่ประชุมร่วมสะท้อนความคิดเห็นการจัดการศึกษาของเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษของหน่วยงานที่จัดการศึกษาในพื้นที่ โดยมีประเด็นปัญหา ดังนี้ 1) การคัดกรองกลุ่มเด็กพิเศษ พบว่า ผู้ปกครองไม่ยอมรับว่าบุตรหลานมีภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) อีกทั้งในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น สื่อออนไลน์เข้าถึงได้ง่ายส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กล่าช้า หรือที่เรียกว่า LD เทียม 2) ด้านงบประมาณ ที่ถูกจัดสรรผูกติดกับการประเมินมาตราฐานกลาง อาจไม่ยืดหยุ่นพอสำหรับกลุ่มเด็กพิเศษ และ 3) ด้านบุคลากร ยังขาดบุคคลที่มีความรู้ ความเข้าใจเด็กกลุ่มนี้อย่างแท้จริง อีกทั้งผู้สอนมีการโยกย้ายบ่อยครั้งทำให้ขาดความต่อเนื่องในการดูแล ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อผลการประเมินการศึกษาของสถานศึกษาและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมให้ข้อเสนอแนะว่า ควรมีการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของเด็กกลุ่มพิเศษ โดยไม่ยึดโยงกับผลสัมฤทธิ์จากการสอบแข่งขัน ปรับเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษา โดยให้ความสำคัญกับพัฒนาการของเด็กพิเศษ มุ่งเน้นการเสริมทักษะอาชีพ ให้สามารถพึ่งพาตัวเองและหาเลี้ยงชีพได้ อีกทั้งควรสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับเด็กกลุ่มนี้เพื่อสร้างโอกาสให้เพิ่มมากขึ้น


วันสุดท้ายที่ประชุมร่วมอภิปรายเกี่ยวกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 โดย นายโกวิท คูเพนียด ผู้อำนวยการสำนักนิติการ สป.ศธ. ได้บรรยายเส้นทางการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในการใช้คำสั่ง คสช. ที่ 19/2560 ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างการบูรณาการความร่วมมือพัฒนาการศึกษาของหน่วยงานใน ศธ. และภาคส่วนอื่น ๆ ในท้องถิ่น โดยมี ศธจ. / ศธภ. เป็นหน่วยงานหลักในการวางแผน ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงและให้การสนับสนุนหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างรวดเร็วและสร้างธรรมาภิบาลที่ดีในระดับจังหวัด สำหรับมุมมองของสถานศึกษาในระบบและนอกระบบ มีความคล่องตัวในการดำเนินการและได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจาก ศธจ. / ศธภ. แต่อย่างไรก็ตามยังมีความซ้ำซ้อนในการรายงานผลต่อหน่วยงานต้นสังกัดและบทบาทของหน่วยงานสนับสนุนที่อาจยังไม่ชัดเจน ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิได้ให้คำแนะนำต่อ ศธจ. / ศธภ. ในการวางบทบาทของหน่วยงานภายใต้เครือข่ายให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้

อย่างไรก็จากการสะท้อนการดำเนินงานของหน่วยงานฝ่ายปฎิบัติ สกศ. จะนำไปจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาการศึกษา ปรับแก้กฎหมายที่มีความทับซ้อน เสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านกฎหมายและสภาการศึกษา สู่การขับเคลื่อนเป็นนโยบายการศึกษาของประเทศ เพื่อให้หน่วยงานในภูมิภาคได้เกิดความคล่องตัวในการบูรณาการทำงานกับทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

