สกศ. ระดมผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาระดับแถวหน้าของเมืองไทย ปฏิรูปกฎหมายแม่บท ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... มุ่งสร้างการศึกษาแห่งอนาคต ตัดวงจร พ.ร.บ. อืด ย้ำต้องเสนอเข้าสภาฯ ใน 3-6 เดือน ชู AI และการเรียนรู้ไร้รอยต่อเป็นธงนำ
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมการจัดทำข้อเสนอเพื่อพัฒนาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... เพื่อวางรากฐานการเรียนรู้ยุคใหม่ให้ตอบโจทย์โลกปัจจุบัน โดยมีรายนามผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมให้ความเห็น ซึ่งครอบคลุมทั้งอดีตผู้บริหารระดับสูง นักวิชาการ และตัวแทนภาคสังคม ได้แก่ ดร.รุ่ง แก้วแดง ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ดร.กมล รอดคล้าย ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ (TDRI) คุณนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ (The Standard) ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ ท.พ.กฤษฎา เรืองอารีรัชต์ รศ.ดร.นายแพทย์จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ คุณวัฒนชัย วินิจจะกูล คุณณิชา พิทยาพงศกร คุณก้าวกรณ์ สุขเสงี่ยมกุล ดร.พิริยกร กรพิทักษ์ และ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน ร่วมประชุมรูปแบบผสมผสานออนไลน์และออนกราวน์ ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ กล่าวว่า การประชุมนี้มุ่งเน้นไปที่การ “อุดช่องว่าง” และ “เสริมความแกร่ง” ให้กับร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดยมีประเด็นการปรับตัวเชิงโครงสร้างเพื่อให้ระบบการศึกษามีความยืดหยุ่น กระจายอำนาจ และเอื้อต่อการจัดการศึกษาทุกรูปแบบ การผลิตและพัฒนาครูที่มุ่งเน้นที่มาตรฐานวิชาชีพที่ตอบสนองต่อการเรียนรู้รายบุคคล การเชื่อมโยงภาคเอกชนและเทคโนโลยี โดยดึงมุมมองจากนักยุทธศาสตร์และสื่อมวลชนรุ่นใหม่ เพื่อให้กฎหมายรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning) ในการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้กฎหมาย แต่คือการออกแบบกติกาใหม่ที่จะกำหนดทิศทางอนาคตของเด็กไทยในทศวรรษหน้า สำหรับข้อเสนอแนะจากการระดมสมองครั้งนี้ สกศ. จะนำไปสังเคราะห์และจัดทำเป็นร่างข้อเสนอฉบับสมบูรณ์ เพื่อเสนอต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อให้เป็นกฎหมายที่ทำได้และทำได้จริง


ด้านผู้ทรงคุณวุฒิได้เสนอประเด็นที่ต้องบรรจุในร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อให้ทันต่อโลกที่เปลี่ยนไป 1) AI & Digital Transformation ดร.วิริยะ เน้นย้ำว่ากฎหมายต้องพูดถึงการส่งเสริมการใช้ AI ในการเรียนรู้และจริยธรรม AI ไม่ใช่แค่การทำสื่อการสอน แต่ต้องรวมถึงการออกแบบการเรียนรู้ยุคใหม่ 2) Flexible Education การศึกษาแบบไหลลื่น อ.วัฒนชัย เสนอให้ใช้คำว่า “การศึกษาแบบยืดหยุ่น” ที่ไร้รอยต่อระหว่าง ในระบบ-นอกระบบ-ตามอัธยาศัย โดยมีระบบ Credit Bank และการกระจายอำนาจที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ Accountability 3) One Platform & Common KPI ดร.อุษณีย์ เสนอให้มี Dashbord กลางที่มองเห็น Journey ของเด็กไทยแบบ All-in-one และกำหนดทิศทางการลงทุนที่เน้นช่วงปฐมวัย (0-6 ปี) ซึ่งให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด ส่วนในมุมมองกฎหมายและโครงสร้าง ศ.พิเศษ ธงทอง เสนอว่าขั้นตอนของกฤษฎีกาควรเน้นที่เทคนิคทางกฎหมาย อย่าให้จินตนาการเหนือความเป็นจริงจนปฏิบัติไม่ได้ ขณะที่ รศ.ดร.พินิติ ตั้งคำถามถึงการทำให้ สกศ. มีความเป็นอิสระเทียบเท่า สภาพัฒน์หรือสภาความมั่นคง เพื่อกำหนดนโยบายชาติได้จริงโดยไม่ยึดติดกับโครงสร้างกระทรวงแบบเดิม

รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ได้เสนอหลักการ 4 อย่างที่กฎหมายฉบับนี้ต้องทำหน้าที่ เพื่อเป็นเครื่องมือในการปฏิรูป คือ การทลายคอขวดแก้ไขอุปสรรคจากกฎหมายปี 42 ที่ไม่เอื้อต่อบริบทโลกใหม่ สร้างโอกาสให้อำนาจสถานศึกษามีความเป็นอิสระ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างแบบพิเศษที่ยืดหยุ่นกว่าระเบียบพัสดุปกติ สร้าง Super Board โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อบูรณาการทุกกระทรวงให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน และการมีเงื่อนไขที่ชัดเจนในการถ่ายโอนแผนการศึกษาชาติสู่การปฏิบัติจริงผ่านระบบงบประมาณ
ทพ.กฤษฎา และ ดร.วิริยะ ร่วมกันเติมเต็มมิติความทันสมัยที่ต้องมีใน พ.ร.บ. โดยต้องสร้างเส้นทางการศึกษาที่เด็กสามารถเข้า-ออก ระบบได้ตลอดเวลา ไม่จำกัดอายุว่าต้องจบ ม.3 เมื่ออายุ 15 ปีเท่านั้น แต่เน้นที่การบรรลุสมรรถนะ บรรจุเรื่อง AI และจริยธรรมดิจิทัลไว้ในกฎหมาย เพื่อสร้าง Big Data ที่เชื่อมโยงข้อมูลเด็กทั้งประเทศสำหรับติดตามพัฒนาการ และการมีบอร์ดระดับชาติที่มีอำนาจเหนือกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เกิดเอกภาพในการกำหนดนโยบาย ไม่ให้การศึกษาเป็นกระทรวงเกรดรองในสายตาการเมือง

เพื่อผ่าทางตันร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ที่ประชุมมีมติร่วมกันว่า “กฎหมายต้องสั้น กระชับ และเน้นโครงสร้างใหญ่” เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในรายละเอียดจนเดินหน้าต่อไม่ได้ ดังนั้นกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนกฎหมาย ดร.กมล ได้เสนอประเด็นเรื่อง “เจตจำนงทางการเมือง” ที่มักถูกเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงแซงหน้า โดยเสนอทางออกเพื่อความสำเร็จ Timeframe ที่ชัดเจน ต้องผลักดันให้รัฐบาลเสนอเข้าสภาฯ ภายใน 3-4 เดือนข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการนำฉบับเดิมมาปรับปรุงหรือยกร่างใหม่แบบกระชับ พ.ร.บ. หลักควรมีเนื้อหาเฉพาะโครงสร้างสำคัญ รายละเอียดปลีกย่อย เช่น ภาระงานครู หรือวิชาชีพ ให้ไปอยู่ในกฎหมายลูก เพื่อลดแรงเสียดทานและข้อพิพาทในสภาฯ ขณะเดียวกันผนึกกำลังองค์กรครูและสมาคมผู้บริหารทั่วประเทศ สื่อสารไปยัง สส. ในพื้นที่ เพื่อสร้างแรงกดดันจากภาคประชาชนและฝ่ายนิติบัญญัติพร้อมกัน เสนอแนวทาง “คิดใหญ่แต่เขียนให้เล็ก” โดยเน้นโครงสร้างหลักเพียง 50-60 มาตรา เพื่อให้ผ่านสภาฯ ได้รวดเร็ว และใช้เป็นผลงานชิ้นเอกของรัฐบาล ส่วนรายละเอียดเชิงเทคนิคให้แยกไปทำเป็นกฎหมายลูกหรือกฎกระทรวงแทน

การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเตรียมร่างกฎหมาย สกศ. จะไม่รอให้รัฐบาลสั่งการ แต่จะเตรียมข้อเสนอที่เป็นทางเลือกเชิงนโยบายไว้ให้ทันทีที่รัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหาร เดือนที่ 1-3 ปรับปรุงร่างกฎหมายให้กระชับ ตกผลึกประเด็นสำคัญ และสื่อสารภาคสังคม เดือนที่ 4-6 ผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าหาคณะกรรมาธิการสภาฯ ล่วงหน้า เพื่อสร้างความเข้าใจและทำให้กฎหมายฉบับนี้เป็นผลงานร่วมของทุกฝ่าย “เราต้องเปลี่ยนกฎหมายจากโซ่ตรวนให้เป็นเข็มทิศ และคานดีดที่ส่งเสริมศักยภาพของเด็กไทยอย่างแท้จริง รศ.ดร.ประวิต กล่าวทิ้งท้าย

