สกศ. เปิดเวทีวิชาการ ถก “ปฏิรูปการศึกษาไทย” ถอดบทเรียนอดีตสู่การเปลี่ยนแปลงยั่งยืน

image

วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เปิดการประชุมทางวิชาการ เรื่อง การประเมินปฏิรูปการศึกษาไทย : บทเรียนจากอดีตสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน (Evaluating Thai Education Reform : Lessons from the past for sustainable change) โดยมี ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.รุ่ง แก้วแดง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผศ.วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ นางสาววรัยพร แสงนภาบวร พร้อมด้วย นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ และบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมประชุม ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพมหานคร

รศ.ดร.ประวิต กล่าวเปิดงานว่า การทบทวนและเรียนรู้จากประสบการณ์การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา ทั้งในมุมของภาพรวม เป้าหมาย ความสำเร็จ และความท้าทาย เป็นฐานสำคัญในการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์การศึกษาของประเทศไทยเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการประกาศใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกโฉมการศึกษา และในปัจจุบันไทยกำลังอยู่ระหว่างการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ ทั้งการปรับหลักสูตรและการพัฒนาครูอย่างรอบด้าน ดังนั้น การประเมินการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบจึงเป็นหัวใจสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นกรอบนโยบายในการกำหนดทิศทางอนาคตของการศึกษาไทยให้ยั่งยืนและตอบโจทย์ความท้าทายใหม่อย่างแท้จริง

ที่ประชุมร่วมรับฟัง ปาฐกถาพิเศษ “ผลสำเร็จการปฏิรูปการศึกษาของไทยบอกอะไรในอนาคต” โดย ดร.รุ่ง แก้วแดง ได้กล่าวถึง ผลการประเมินคุณภาพการศึกษาของไทยโดยหน่วยงานต่างๆ เช่น IMD, IEA และ WEF พบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศพบว่ายังไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง โดยจากผลสำเร็จจากการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาภายใต้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้แก่ การปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การจัดการศึกษาฟรี 12 ปีและภาคบังคับขยายเป็น 9 ปี การมีระบบประกันคุณภาพการศึกษา รวมถึงกำหนดให้ครูมีวิทยฐานะและใบประกอบวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวที่พบคือ การขาดการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ปัญหาทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี การเมือง เศรษฐกิจและสังคม ดร.รุ่งได้เสนอว่า การสื่อสารสร้างการรับรู้ไปยังสาธารณชนถือเป็นหัวใจสำคัญ ต้องมีการศึกษาและประเมินปัญหาโดยทำวิจัยเอกสารที่มีพลัง นำไปสู่การปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานและสถานศึกษาให้ครอบคลุมทุกคนทุกช่วงวัย พร้อมย้ำว่า สกศ. ต้องเป็นผู้นำการปฏิรูปการศึกษาให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

จากนั้นเป็นการเสวนา “การปฏิรูปการศึกษาอย่างไรให้การศึกษาไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก” โดย นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ และ ผศ.วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง ซึ่งกล่าวถึง ความท้าทายของการศึกษาไทย เช่น ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส คุณภาพการศึกษา หลักสูตร ความพร้อมของครูและบุคลากรให้พร้อมรับกับเทคโนโลยีและพื้นที่นวัตกรรม ซึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการต้องปฏิรูปเชิงระบบที่ครอบคลุมมิติโครงสร้าง การปฏิรูปครูแบบครบวงจรตั้งแต่การผลิต การใช้ และการพัฒนาครู รวมถึงการปฏิรูปหลักสูตร เน้นการพัฒนาสมรรรถนะและทักษะแห่งอนาคตควบคู่ไปกับการบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือ การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ผ่านการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันสู่การสร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่าและการสร้างผู้นำทางการศึกษาที่มีวิสัยทัศน์ ดังเช่น บทเรียนความสำเร็จของประเทศฟินแลนด์และเอสโตเนีย นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มบทบาทของครอบครัว การฝึกฝนด้านภาษาอังกฤษเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน การสร้างวัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนการสนับสนุนครูและผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สกศ. จะรวบรวมความคิดเห็นไปจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการดำเนินงานและจัดการศึกษา เพื่อยกระดับการพัฒนาการศึกษาและความสามารถทางการแข่งขันของประเทศต่อไป

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด