Digital Learning Platform ตอบโจทย์ปลดล็อก-ปรับเปลี่ยน-เปิดกว้างก้าวสู่การศึกษายกกำลังสอง

วันนี้ (๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๓) รองเลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์) ประธานเปิดการประชุมทางวิชาการเพื่อจัดทำข้อเสนอนโยบายทางการศึกษา (OEC Forum) ครั้งที่ ๔ "ยกกำลังสองโรงเรียนขนาดเล็กด้วย Digital Platform และโรงเรียนช่วงชั้น" โดย ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษาดร.คมกฤช จันทร์ขจร ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนกว่า ๑๕๐ คน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ ห้อง Le Concorde Ballroom ชั้น ๒ โรงแรม สวิสโฮเต็ล กรุงเทพฯ




ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวตอนหนึ่งว่า จากสภาวะประชากรไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังปี ๒๕๕๕ เป็นต้นมา อัตราการเกิดลดลงร้อยละ ๕ ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยผลกระทบต่อเนื่องถึงการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงระดับอุดมศึกษา เพราะมีเด็กหล่นหายไปจากระบบการศึกษามากขึ้นร้อยละ ๙๑ ขณะที่สัดส่วนผู้ได้เรียนจนจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาเหลือเพียงร้อยละ ๕๐ ปัจจุบันมีข้อมูลโรงเรียนทั่วประเทศราว ๓.๑ หมื่นแห่ง ในจำนวนนี้มีตัวเลขโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า ๑๒๐ คน ทั้งประเทศประมาณ ๑.๕ หมื่นแห่ง และมีแนวโน้มสูงขึ้นรื่อย ๆ เหตุเพราะโรงเรียนขนาดเล็กประสบปัญหาไม่สามารถจัดการเรียนการสอนให้ประสบความสำเร็จเทียบเท่าโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้ โรงเรียนขนาดเล็กมีต้นทุนในการจัดการเรียนการสอนต่อหัวสูง แต่ได้รับงบประมาณที่น้อยกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่
สืบเนื่องจากการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของรัฐบาลคิดเป็นรายหัวต่อนักเรียน รวมทั้งการกำหนดสัดส่วนครู ต่อนักเรียน ๑ : ๒๐ คน ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาในการจัดสรรครูแก่นักเรียนในโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนครูที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและจำนวนครูไม่ครบชั้นเรียน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำลังเร่ง
ดำเนินการให้โรงเรียนเหล่านี้มีคุณภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แนวทางการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กนั้นมีหลากหลายแนวทางทั้งการยุบ การควบรวมโรงเรียน รวมถึงโรงเรียนช่วงชั้น ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กแต่ละแห่งที่อยู่ใกล้กันเข้าด้วยกัน สร้างเครือข่ายโรงเรียนเพื่อจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาร่วมกันที่มีราว ๔.๑ พันแห่ง โดยโรงเรียนเครือข่ายจะมีการแบ่งหน้าที่การสอนเฉพาะบางช่วงชั้น ซึ่งวิธีการดังกล่าวส่งผลให้จำนวนชั้นเรียนในแต่ละโรงเรียนลดลง ทำให้มีครูครบชั้นเรียน การบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษามีความคุ้มค่ามากขึ้น ส่งผลให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นในวัยเดียวกันมากขึ้น และมีคุณภาพทางการศึกษาเพิ่มขึ้น
"เด็กทุกคนมีศักยภาพที่แตกต่างกัน บางส่วนเรียนในระบบ อีกส่วนต้องเลือกเรียนเฉพาะทาง ในอนาคตจึงต้องมีการจัดการศึกษาเฉพาะทาง
เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้และการพัฒนารายบุคคลเพื่อดึงเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพมากขึ้น" ดร.สุภัทร กล่าว


ทางด้าน ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ขับเคลื่อนงานสนองนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตอบโจทย์หลักการของนโยบายการศึกษายกกำลังสอง เร่งปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาให้เกิดความเป็นเลิศ
มีความยืดหยุ่น มุ่งปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการระบบการศึกษาจาก
ที่เหมาะกับทุกสถานการณ์ (one-size-fits-all) ไปสู่การตอบโจทย์การเรียนรู้และการพัฒนารายบุคคลมากยิ่งขึ้น
รวมถึงปลดล็อกกลไกขับเคลื่อนการศึกษาร่วมกับทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน และสังคม จับมือเป็นรูปธรรมเพื่อปฏิรูปการศึกษา ต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของนักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา และต้องเปิดกว้างในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยต่อยอดจากมาตรฐานด้านคุณภาพ เพื่อนำพาโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศตามบริบทแวดล้อม ร่วมกันผลักดันการศึกษาไทยเป็นฐานการผลิตทุนมนุษย์ที่เป็นเลิศ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แก้ไขปัญหาความยากจน
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและนำพาประเทศสู่ความยั่งยืน
"สกศ.ใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และหาข้อสรุปไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย และขับเคลื่อนการจัดการศึกษาของประเทศไทย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และยกระดับคุณภาพกรศึกษาของประเทศได้มีประสิทธิภาพต่อไป" ดร.อุษณีย์ กล่าว


คณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน ดร.วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ www.eduzones.com ดร.นิภาพร กุลสมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด ( มหาชน) นายอนุสรณ์ ดำรงธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการศึกษาและวิชาการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลากหลายแนวคิด Digital Learning Platform เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก




ความคิดสร้างสรรค์คือสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีสมัยใหม่ การตั้งโจทย์เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามา
เป็นเครื่องมือช่วยส่งเสริมการเรียนรู้
ใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากสื่อดิจิทัลและสื่อออนไลน์ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะสำคัญด้วยตนเองเป็นรายบุคคล
นักการศึกษาควรทบทวนการจัดการศึกษาว่า ทำไปเพื่อต้องการสิ่งใด เป้าหมายการจัดการศึกษาสำคัญมุ่งเน้นสร้างคนที่มีมาตรฐาน การเรียนรู้ความร่วมมือจากภาคเอกชนกับภาครัฐพบว่า ผู้บริหาร ครู และคณะศึกษาศาสตร์คือสถาบันผลิตครู เป็น ๓ ปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนการเรียนรู้ของเด็ก Digital Learning Platform เป็นแพลตฟอร์มการสื่อสาร เป็นเครื่องมือเพื่อพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับนักเรียนจะเป็นการเรียนรู้ออนไลน์เต็มตัว ผสมผสานทั้งชั่วโมงโฮมรูม การเรียนรู้ตามกำหนด และการเรียนเสริม โดยนำแอพพลิเคชั่นเข้ามาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ปัจจุบันแนวทางการพัฒนา Digital Learning Platform ยังไม่มีแพลตฟอร์มใดตอบโจทย์การเรียนรู้ได้ทั้งหมด ยังมีพื้นที่การเรียนรู้อื่น ๆ เช่น Massive Open Online Course หรือ MOOC ดังนั้น การเรียนรู้อย่างผสมผสานดึงองค์ความรู้ที่มีความหลากหลายจึงช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง แพลตฟอร์มการศึกษารูปแบบใหม่ควรตอบโจทย์ครูและนักเรียนยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ให้จัดการเรียนการสอนออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา นวัตกรรมใหม่ของวงการศึกษาไทยจะช่วยลดช่องว่างการศึกษา และพัฒนาได้ตรงจุดความต้องการของผู้เรียนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ออนไลน์ดียิ่งขึ้น



