สกศ.จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ พัฒนาทักษะสมรรถนะด้านระบบราชการ ๔.๐ สู่การขับเคลื่อนตามแนวทางแผนระดับ ๒ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ
ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะประธานการอบรม พร้อมด้วย ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ และ ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา เข้าร่วมประชุมการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ พัฒนาทักษะ สมรรถนะด้านระบบราชการ ๔.๐ สู่การขับเคลื่อนตามแนวทางแผนระดับ ๒ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ภายใต้Green Office) การให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (GECC) และแผนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีวิทยากร นางจันทวรรจ์ หรรษาภิรมย์โชค ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการติดตาม ประเมินผล การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ และปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และนายมานพ กองอุ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้การอบรมแก่ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้ช่วยนักวิชาการ ระหว่างวันที่ ๑๑ และ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๓ ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต

ดร.สุภัทร จำปาทอง กล่าวว่า การดำเนินงานการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบภายใต้แนวทางการพัฒนาของแผนระดับ ๒ : แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (๒๑) ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติ
มิชอบ ส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการให้มีความใสสะอาด เปิดเผย โปร่งใส ถูกต้องเป็นธรรม ตลอดจนสร้างจิตสำนึกและค่านิยมในการต่อต้านการทุจริตให้แก่บุคลากรขององค์กร ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การบริหารจัดการในภาครัฐ มีการกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเคร่งครัด รวมถึงแผนปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่มีมาตรการให้หัวหน้าส่วนราชการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งที่ผ่านมา สกศ. ให้ความสำคัญในการปลุกจิตสำนึกแก่บุคลากร ให้มีคุณธรรมความซื่อตรงต่อหน้าที่ มีความซื่อสัตย์สุจริต วิริยะอุตสาหะ ทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายอย่างดีที่สุด

ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษาในฐานะผู้นำการบริหารการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่า การทุจริตมีทั้งทางกาย ทางใจ ทางทรัพย์ และทางเวลา ต้นเหตุของการทุจริตเกิดจากวิธีคิด ดังนั้น การเปลี่ยนวิธิคิดในเรื่องการทุจริต ต้องมองที่ตัวเราก่อน แผนในใจของเราสามารถต่อต้านการทุจริตได้ โดยคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล มีการสร้างภูมิคุ้มกันในการต่อต้าน โดยไม่ร่วมมือไม่ร่วมทำงานด้วย จะทำให้ตนรู้ว่า การได้มาด้วยความไม่ถูกต้องจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทุจริต สังคมจะไม่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบันมีระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นช่องทางเตือนการทุจริต ที่จะช่วยส่งเสริมเราว่า จะอยู่นิ่งเฉยหรือจะต่อต้าน ทำให้องค์กรนี้โปร่งใสไม่มีคนทุจริต

ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ รองเลขาธิการสภาการศึกษาในฐานะผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (CIO) กล่าวว่า การปรับใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการป้องกันการทุจริต สิ่งที่สำคัญคือเรื่องการปรับเปลี่ยนวิธีคิด (Mindset) ต้องปรับให้ความรู้และความเข้าใจเรื่องเทคโนสารสนเทศ มีความจำเป็นในการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ สามารถก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง

โดยให้ความสำคัญในการเข้าถึงอย่างง่าย สะดวกในการติดต่อระหว่างรัฐกับประชาชน มีระบบป้องกันในการดัดแปลงข้อมูลและสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต จำเป็นยิ่งที่จะต้องมีการตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูลได้ในทุกระดับทุกขั้นตอน โดยความร่วมมือร่วมใจจากบุคลากรภายในองค์กรเพื่อป้องกันการเกิดทุจริตได้

นางจันทวรรจ์ หรรษาภิรมย์โชค กล่าวว่า แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นแผนที่ทำไว้เพื่อบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยหน่วยงานของรัฐจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ ในส่วนของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจำเป็นยิ่งที่จะต้องเตรียมความพร้อม ทักษะสมรรถนะที่จำเป็นที่ต้องมีของการเป็นข้าราชการไทยยุคใหม่ เพื่อการพัฒนาบุคลากรให้ทำงานเชิงรุก เช่น ความรู้ที่จำเป็นในงาน การมีทักษะที่จำเป็น และสมรรถนะเฉพาะตามลักษณะงานที่ปฏิบัติ ซึ่งจำเป็นยิ่งที่ข้าราชการในศตวรรษที่ ๒๑ ต้องมีการคิดเชิงวิเคราะห์ เชิงวิพากษ์ เชิงสังเคราะห์ เชิงบูรณาการ เชิงสร้างสรรค์ รวมถึงการปฏิบัติตนให้เป็นข้าราชการที่ทำหน้าที่โปร่งใสในหน้าที่ราชการ ภายใต้แผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ (๒๑) ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งนี้จำเป็นต้องมีการนำ AI มาเชื่อมต่อกับส่วนราชการด้วย

นายมานพ กองอุ่น กล่าวว่า การใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลนำมาใช้ในการจัดทำฐานข้อมูลการติดตามและประเมินผล รวมถึงการรายงานผลการดำเนินงานภายในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร และบุคลากรในองค์กรได้รับการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถลดกระบวนการทำงานของบุคลากรแต่ละสำนัก ลดเวลาในการทำงานประจำวัน จะเห็นได้จาก OEC บริการข้อมูลระบบราชการ ๔.๐ ช่องทาง “Green OEC” ได้ดำเนินการขับเคลื่อนตามแนวทางประเมินสำนักงานสีเขียว รวมถึงช่องทาง “ระบบการประเมิน ITA” ถือได้ว่าเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารร่วมกันของบุคลากรในองค์กรที่สะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ ภายใต้การนำของผู้บริหารระดับสูงที่ให้ความสำคัญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และส่งเสริมให้เกิดขึ้นในบุคลากรทุกระดับอย่างเป็นรูปธรรม




การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะ สมรรถนะ ด้านระบบราชการ ๔.๐ สู่การขับเคลื่อนตามแนวทางการประเมินสำนักงานสีเขียว (Green Office) ได้มีการแบ่งกลุ่มเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้วิพากษ์มุมมองในปัจจุบันว่ามีวิธีการในการนำองค์กรสู่การเป็นองค์กรสีเขียว ภายใต้แนวคิดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีข้อเสนอแนะวิธีการ ดังนี้ ลดปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายยาก เช่น ถุงพลาสติก กล่องโฟม แก้วพลาสติก หลอดพลาสติก โดยใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ เช่น ใช้แฟ้มลูกฟูกแทนแฟ้มพลาสติก มีมาตรการ reduce reuse recycle มีการใช้ QR Code แทนการแจกเอกสารประกอบการประชุม การจัดเก็บรวบรวมข้อมูลใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (data collecting) ผ่านระบบออนไลน์ ควรเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์สำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีเครื่องหมายรับรองเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco Labelling) ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ ๕ เช่น หมึกพิมพ์ที่ไม่มีสารพิษ และที่สำคัญเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม มีจิตสำนึกในการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร ต้องมีการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ให้บุคลากรได้เห็นถึงคุณค่าความสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสนับสนุนการใช้ตะกร้า ถุงผ้า ปิ่นโต ภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว รวมถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในสำนักงาน ด้วยการปลูกต้นไม้ เพื่อให้เกิดความร่มรื่น และลดมลพิษทางอากาศ

