สกศ. ถกติดตามประเมินผลการบูรณาการขับเคลื่อน STEM เร่งพัฒนาทักษะ-สมรรถนะผู้เรียน ตอบโจทย์กำลังคนคุณภาพของประเทศ


วันนี้ (๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓) รองเลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา "การติดตามและประเมินผลการบูรณาการองค์ความรู้แบบสะเต็มศึกษาในสถานศึกษา" โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.กุศลิน มุสิกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โชคชัย ยืนยง อาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา มมหาวิทยาลัยขอนแก่น ดร.โชติมา หนูพริก กลุ่มพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้บริหารการศึกษา นักวิชาการ และครูที่สอนสะเต็มศึกษา ที่เข้าร่วมสัมมนากว่า ๑๗๐ คน ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพ ฯ





ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เร่งขับเคลื่อนพัฒนาสะเต็มศึกษา (STEM) ภายใต้กรอบการพัฒนาการศึกษาทุกระดับตั้งแต่ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา และการศึกษาตลอดชีวิต ที่มีความสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ในการพัฒนาสะเต็มศึกษาตอบสนองการปฏิวัติดิจิทัล มุ่งเน้นการสร้างทักษะและสมรรถนะของผู้เรียนในการบูรณาการความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง ตลอดจนการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ







วงสัมมนา สกศ. ครั้งนี้ ได้หารือถึงแนวทางการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนสะเต็มศึกษา (STEM) ซึ่งเป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษของศาสตร์ ๔ สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) อย่างกว้างขวางและหลากหลายมิติ โดยภาพรวมปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอน STEM แบละส่งเสริมกิจกรรมนอกห้องเรียน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สสวท. และ สพฐ. มุ่งเน้นการใช้ STEM เพื่อขยายเครือข่ายการเรียนรู้ โดยได้สร้างศูนย์เรียนรู้นำร่อง ๑๐ จังหวัด แต่ละจังหวัดมีจำนวน ๓ โรงเรียนรวม ๓๐ แห่ง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ เพื่อสร้างแนวทางการดำเนินงาน STEM และวัดผลให้เป็นรูปธรรม






สสวท. ได้ให้คำจำกัดความว่า STEM เป็นองค์ความรู้ วิชาการของศาสตร์ทั้ง ๔ ศาสตร์วิชา ที่มีความเชื่อมโยงกันในโลกของความเป็นจริงที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ต่าง ๆ มาบูรณการเข้าด้วยกันในการดำเนินชีวิตและการทำงาน STEM มีวัตถุประสงค์ในการปลูกฝังความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของแต่ละวิชาผ่านการให้ความสำคัญกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์



อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญ ๒ ประการหลัก ที่จะมีผลต่อความสำเร็จของการปฏิรูปการเรียนการสอน STEM นั้น วงสัมมนาเห็นสอดคล้องกับข้อค้นพบจากงานวิจัยของ สกศ. ซึ่งชี้ชัดว่า ๑) ครู STEM ซึ่งวงการศึกษาต้องเปิดกว้างโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ผู้มีความปรารถนาจะถ่ายทอดความรู้ของตนเข้ามาเป็นครูในระบบมากขึ้นหรือได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ STEM แก่ครูแกนนำ STEM อย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปขยายผลต่อผู้เรียน



๒) ต้องเร่งปฏิรูปความเชื่อมโยงของหลักสูตร เนื้อหาสาระในหลักสูตรการเรียนการสอน STEM อย่างเป็นระบบไม่ใช่แยกส่วนกัน โดยเริ่มจากการสร้างหลักสูตรที่ต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันของผู้จัดหลักสูตรต้องมีการวางแผนการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามหลักสูตร รวมถึงการเชิญครูผู้สอนมารับการอบรมเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่ที่ทำขึ้น และต้องมีการประเมินผลหลักสูตรอย่างเป็นระบบเพื่อจะได้ทราบถึงผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตร STEM



อย่างไรก็ดี สกศ. สำรวจการจัดการเรียนการสอน STEM ปัจจุบัน เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนที่มีมาตรฐาน เพื่อขยายเครือข่ายสนับสนุนการพัฒนากำลังคน STEM โดยเฉพาะอย่างจริงจัง อีกทั้งผลักดันการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ สร้างระบบการวัดและประเมินผล ภายใต้ยุทธศาสตร์หลักของแต่ละหน่วยงาน ซึ่ง สกศ. จะได้สังเคราะห์แนวทางเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายตามลำดับ




