สกศ. ศึกษาวิจัยสภาวการณ์และแนวโน้มการจัดการศึกษาเพื่อสนองความต้องการพัฒนาประเทศ ปี ๒๕๖๒
วันนี้ (๑ ตุลาคม ๒๕๖๒) ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการสัมมนาเพื่อรับฟังและให้ข้อเสนอแนะรายงานการวิจัยสภาวการณ์และแนวโน้มการจัดการศึกษาเพื่อสนองความต้องการพัฒนาประเทศ ปี ๒๕๖๒ โดยมี ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระยุทธ ชาตะกาญจน์ รองศาสตราจารย์ ดร.สุพักตร์ พิบูลย์ รองศาสตราจารย์ ดร.วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุติพร อัศวโสวรรณ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพรัตน์ ชัยเรือง เข้าร่วมการประชุม และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพมหานคร







ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า การศึกษาสภาวการณ์และแนวโน้มการจัดการศึกษาเพื่อสนองความต้องการพัฒนาประเทศ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทุกคนล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องในดำเนินการ หลายปีที่ผ่านมาปัญหาการศึกษาไทยมีหลายเรื่องที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข วันนี้ประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา รวมถึงกฎหมายการศึกษาอย่างร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่กำลังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายจะเป็นแนวทางเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการ
อีกทั้ง ปัจจุบันโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษามีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี เนื่องจากอัตราการเกิดของคนไทยมีจำนวนลดลง ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษา ที่ทำให้จำนวนนักเรียนและจำนวนโรงเรียนลดลง ในอนาคตโรงเรียนขนาดใหญ่อาจกลายเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ดังนั้นจำเป็นต้องมีการศึกษาสภาวการณ์และแนวโน้มการจัดการศึกษาเพื่อสนองความต้องการพัฒนาประเทศ เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร โอกาสทางการศึกษา โอกาสการทำงาน เศรษฐกิจ ฯลฯ การศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการศึกษา เพื่อให้เด็กสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็กจำเป็นต้องมีทักษะพื้นฐานและความพร้อมเข้าสู่การทำงาน มีสมรรถนะที่จำเป็น อีก ๑๐ ปีข้างหน้าการจัดการศึกษาและการเพิ่มสมรรถนะให้เด็กอาจมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปแบบใหม่ ดังนั้นการวัดประเมินผลจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันยุคสมัยด้วย” เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าว
สำหรับการศึกษาสภาวการณ์และแนวโน้มการจัดการศึกษาเพื่อสนองความต้องการพัฒนาประเทศ ปี ๒๕๖๒ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาสภาวการณ์และแนวโน้มการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ และยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.๒๕๖๑ – ๒๕๘๐ รวมถึงจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการจัดการศึกษาตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา การศึกษาสภาวการณ์และแนวโน้มการจัดการศึกษาฯ โดยได้มีการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงและช่องว่างของค่าเป้าหมายแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนการศึกษาแห่งชาติ ๒๐ ปี และวิเคราะห์สภาวการณ์การศึกษาไทยในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามกรอบความคิดการวิจัย รวมถึงวิเคราะห์ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาการศึกษาไทย




















ผลจากการศึกษาสภาวการณ์และแนวโน้มการจัดการศึกษาเพื่อสนองความต้องการพัฒนาประเทศ ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ พบว่า ๑. การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา (Access) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาจากการเข้าถึงการศึกษาทุกสังกัดทั่วประเทศ โดยปีการศึกษา ๒๕๖๐ จำนวนนักเรียนที่ได้เข้าเรียนในระดับการศึกษาภาคบังคับทั่วประเทศ ในสถานศึกษาทุกสังกัด คิดเป็นร้อยละ ๙๐.๖ และผู้เรียนที่มีความพิการได้รับการพัฒนาสมรรถภาพหรือบริการทางการศึกษาที่เหมาะสม ๒. ผู้เรียนทุกคน ทุกกลุ่มเป้าหมายได้รับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานอย่างเท่าเทียม (Equity) โดยผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกคนได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาจากนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปีของรัฐบาล ๓. คุณภาพการศึกษา (Quality) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ผลการทดสอบ O-NET วิชาที่ผ่านเกณฑ์ คือ วิชาภาษาไทยของชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เท่านั้น ส่วนวิชาอื่นๆ ไม่บรรลุตามเป้าประสงค์ ประกอบกับผลการประเมิน PISA ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ และ ๒๕๕๘ มีผลการประเมินลดลง ในขณะที่สถานศึกษากลับมีผลการประเมินคุณภาพภายนอกในรอบที่ ๓ (ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ – ๒๕๕๘) ร้อยละ ๘๓.๔๗ สูงกว่าค่าเป้าหมายที่วางไว้ ๔. ระบบการบริหารจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการลงทุนทางการศึกษาที่คุ้มค่าและบรรลุเป้าหมาย (Efficiency) ประสิทธิภาพการศึกษาต้องมองถึงระบบประกันคุณภาพ โดยเฉพาะสถานศึกษาขนาดเล็กที่ไม่มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการ มีบุคลากรไม่เพียงพอ ครูไม่ครบชั้น งบประมาณสนับสนุนรายหัวน้อย ฯลฯ ประกอบกับเกณฑ์การประเมินภายนอกของโรงเรียนขนาดเล็ก ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินร้อยละ ๓.๗๙ และในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินร้อยละ ๑๐.๗๘ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ๕. การตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง (Relevancy) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ สถาบันพัฒนาการจัดการนานาชาติ (IMD) ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษา โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับ ๕๖ ในขณะที่ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ประเทศไทยอยู่ในอันดับ ๕๔ ชี้ให้เห็นว่าระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากลลดลง
ทั้งนี้ การศึกษาสภาวการณ์และแนวโน้มการจัดการศึกษาเพื่อสนองความต้องการพัฒนาประเทศ ปี ๒๕๖๒ ยังมีรายละเอียดและข้อมูลที่น่าสนใจอีกมากมาย หลังจากการสัมมนาในครั้งนี้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจะนำข้อเสนอแนะที่ได้ไปปรับปรุงรายงานการวิจัยฯ ให้มีความครอบคลุมและมีเนื้อหาครบถ้วนก่อนนำเผยแพร่ ท่านที่สนใจสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

