ถอดบทเรียนโมเดลครูอาชีวะฝึกประสบการณ์จริงในโรงงาน สกศ. สังเคราะห์ข้อเสนอใช้ผลฝึกอบรมขอเลื่อนวิทยฐานะได้
วันนี้ (๒๖ กันยายน ๒๕๖๒) เลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.สุภัทร จำปาทอง) เป็นประธานเปิดการประชุมเผยแพร่ผลการวิจัย "แนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาความเชี่ยวชาญของครูอาชีวศึกษา" และการขยายผลสู่การปฏิบัติ โดยมีรองเลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์) ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา (นางสาวสมรัชนีกร อ่องเอิบ) บุคลากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งครูอาชีวศึกษาเข้ารับการฝึกอบรมในสถานประกอบการ จำนวน ๔๐๐ คน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ห้องประชุมกรุงธนบอลล์รูม ชั้น ๓ โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ขับเคลื่อนโยบายส่งเสริมสมรรถนะและการจัดการเรียนรู้ด้านอาชีวศึกษา โดยจัดทำงานวิจัยแนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาความเชี่ยวชาญของครูอาชีวศึกษา และการขยายผลสู่การปฏิบัติ ซึ่งได้ร่วมมือกับคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือส่งเสริมและสนับสนุนพัฒนาสมรรถนะครูอาชีวศึกษาร่วมกัน โดย สกศ. รับผิดชอบในการทำวิจัยและข้อเสนอเชิงนโยบาย แนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาความเชี่ยวชาญของครูอาชีวศึกษา

ทั้งนี้ สกศ. ได้ถอดบทเรียนจากการติดตามและประเมินผลโครงการส่งครูอาชีวศึกษาฝึกในสถานประกอบการนำร่อง ใน ๕ สาขาอาชีพ ๑) อุตสาหกรรมก่อสร้าง ๒) ยานยนต์และชิ้นส่วน ๓) พลังงาน ๔) เครื่องยนต์เล็กอเนกประสงค์ และ ๕) แม่พิมพ์ พร้อมจัดทำแนวทางการพัฒนาสมรรถนะครูอาชีวศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ โดยแบ่งเป็น ๔ ส่วน
๑. หลักสูตร ควรมีข้อตกลงร่วมกันระกว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการที่มีความสอดคล้องกับมาตรฐานการปฏิบัติงานของสถานประกอบการในทุกมิติ
๒. การบริหารจัดการ จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีกระบวนการคัดเลือกครูอาชีวะสอดคล้องกับแผนความต้องการจำเป็น โดยมีการจับคู่สถานศึกษากับสถานประกอบการอย่างเหมาะสม มีการออกแบบการวัดและประเมินผลร่วมกัน และสร้างกลไกการเผยแพร่ข่าวสารและการรับรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูลการพัฒนา
๓. งบประมาณ ควรมีการจัดตั้งกองทุนการพัฒนาครูอาชีวศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ โดยจัดงบประมาณดำเนินงานเพื่อการพัฒนาครูอาชีวะทุกคนอย่างต่อเนื่องทุกปี
๔. หน่วยงานรับผิดชอบ ควรมีการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบการพัฒนาครูอาชีวศึกษาร่วมกับสถานประกอบการที่มีการดำเนินการร่วมกับ อ.กรอ.อศ.
๕. ปัจจัยสู่ความสำเร็จ ต้องมีการกำหนดแรงจูงใจให้สถานประกอบการ สถานศึกษา และครูอาชีวะ เช่น การนำผลการฝึกอบรมไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการขอเลื่อนวิทยฐานะได้ มีการกำหนดเงื่อนไขให้ครูที่ผ่านการฝึกอบรมจัดทำโครงการขยายผล มีการวางเงื่อนไขการฝึกอบรมให้ครูต้อวเข้าฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ และมีการประเมินสมรรถนะของบุคลากรเป็นประจำ








ดร.สุภัทร จำปาทอง กล่าวย้ำว่า แนวทางและข้อเสนอเพื่อปฏิรูปการอาชีวศึกษานั้น สกศ. ดำเนินการวิจัยติดตามการพัฒนาความเชี่ยวชาญของครูอาชีวศึกษาทั้ง ๕ กลุ่มอาชีพไม่ใช่แค่การปรับทักษะ เทคโนโลยี และองค์ความรู้เท่านั้น แต่เป็นความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน โดยให้เอกชนหรือผู้ประกอบการเป็นผู้นำเพื่อสร้างมาตรฐานการพัฒนาครูอาชีวะเป็นเบ้าหลอมพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการตลาดแรงงานสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศต่อไป












ทั้งนี้ ยังมีการอภิปราย “แนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐแลเอกชนในการพัฒนาความเชี่ยวชาญของครูอาชีวศึกษา” โดย ผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ ท่าน ประกอบด้วย ดร.โพธิวัฒน์ เผ่าพงศ์ช่วง ประธานคณะอนุกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา กลุ่มอาชีพพลังงาน นายอภิชาญ มูลละคร ครู วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ ผู้เข้ารับการฝึกประสบการณ์ และ นายพิเชษฐ จันสกุลวิบูลย์ จากบริษัท เด็นโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิดและประสบการณ์อย่างรอบด้าน เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรู้และเข้าใจสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมเกิดการบูรณาการพัฒนาความเชี่ยวชาญของครูอาชีวศึกษาให้มีประสิทธิภาพพร้อมทั้งให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบัน เร่งส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันให้การพัฒนาความเชี่ยวชาญของครูอาชีวศึกษาให้เป็นรูปธรรมและนำไปสู่การปฏิบัติที่ยั่งยืน


















