สกศ.รับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ๗ ประเด็น

image

วันนี้ (๒๕ กันยายน ๒๕๖๒) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุม รับฟังความคิดเห็น (ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยมี ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวรายงาน และบรรยายพิเศษ เรื่อง การขับเคลื่อนกฎหมายการศึกษาเพื่อการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา บรรยาย เรื่อง (ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... เพื่อการศึกษาคุณภาพและคนคุณภาพ ณ โรงแรมปรินซ์พาเลส มหานาค กรุงเทพมหานคร 
 
ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า วันนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อทิศทางการศึกษาของประเทศ เพราะการรับฟังความคิดเห็น ร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....) ในประเด็นต่างๆ รวมทั้งประเด็นที่มีข้อเรียกร้องจากองค์กรครูนั้น ถือเป็นเงื่อนไขในการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปพิจารณาดำเนินการทบทวน เพื่อให้การพิจารณาร่างกฎหมายดำเนินไปตามกระบวนการนิติบัญญัติ สู่เป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษา จึงได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... อีกครั้ง เพื่อรวบรวมข้อเสนอให้คณะกรรมการสภาการศึกษา (กกส.) พิจารณาทบทวนก่อนรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในคำปรารภของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ระบุถึงสภาพปัญหาของประเทศไทย แม้ได้มีการยกเลิก แก้ไข เพิ่มเติม เพื่อจัดระเบียบการปกครองให้เหมาะสม แต่ยังคงประสบปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขด้วยการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งชี้ให้เห็นปัญหาจากคนในสังคมเป็นสำคัญ จึงต้องมีการวางรากฐานทางการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก 
ทุกคนทราบว่า การศึกษามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของศตวรรษที่ ๒๑ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมีผลกระทบต่อสังคมเป็นอย่างมาก การปฏิรูปการศึกษาจึงถือเป็นทางออกที่จะนำพาทิศทางการศึกษาของไทยในอนาคต เราต้องมีความอดทนมุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาของประเทศให้ได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านศตวรรษนี้ การศึกษาเป็นแนวโน้มของโลกที่จะต้องปรับเปลี่ยนทั้งองค์กร ผู้บริหาร ครู นักเรียน และพ่อแม่ ตลอดจนสังคม เพราะการศึกษาต่อไปนี้คงไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการหรือรัฐบาล แม้งบประมาณส่วนใหญ่จะต้องอาศัยรัฐบาล โดยมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักในการให้นโยบาย ซึ่งต้องการให้ สกศ. เป็นขงเบ้งแทนกระทรวงศึกษาธิการ การรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ ต้องการให้ทุกคนมองเป้าหมายหลักเพื่อให้การศึกษาก้าวสู่ศตวรรษที่ ๒๑ ได้อย่างมั่นคง มีความหมาย มีหลายมิติที่ต้องมอง ที่ต้องช่วยกันคิด เพื่อลูกหลานของเราในปัจจุบันและอนาคตที่ต้องเผชิญกับโลกที่ผันผวน จึงอยากฝากให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นเต็มที่ เพื่อประเทศชาติ และลูกหลานของเรา 
“เมื่อพูดถึงการเตรียมเด็ก นักการศึกษาต้องรับหน้าที่หนักในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ทุกช่วงวัยตั้งแต่เกิดจนตลอดชีวิต เพื่อเตรียมบุคคลเหล่านี้ก้าวสู่ศตวรรษที่ ๒๑ อย่างภาคภูมิใจ มั่นคง การสร้างเด็กสู่ศตวรรษที่ ๒๑ เป็นภาระอันหนักอึ้งของนักการศึกษา และขอฝาก ๒ ประเด็น คือ ๑. ในยุคโลกาภิวัฒน์หรือโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องก้าวให้ทันอย่างมีสติ ภาคภูมิใจ เด็กต้องมีทักษะที่ทันสมัย  STEM อาจไม่เพียงพอ ต้องเปลี่ยนเป็น STEAM คือ เพิ่มอาร์ทเข้าไป เพราะเทคโนโลยีไม่รู้จักอารมณ์ ไม่สามารถสร้างศิลปะจากอารมณ์ได้ ดังนั้นภาษาคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่เด็กต้องมีทักษะ โดยการเตรียมความพร้อมเด็ก ที่เรียกว่า Unplug coding  ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนี้ ๒. เด็กจำเป็นต้องเรียนเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ไปพร้อมกับการเรียนวิชาอื่นๆ โดยใช้ภาษาร่วมสมัย ปลูกฝังความเป็นไทย รักประเทศไทย ภาคภูมิใจ มีศาสนายึดเหนี่ยวจิตใจ กลายเป็นคนที่สมบูรณ์ในศตวรรษที่ ๒๑ เมื่อเด็กเรียนจบแล้วต้องมีงานทำ และทำงานเป็น อยากเห็นคนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข และรู้จักตอบแทนแผ่นดินไทย” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว
 
 
ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ได้นำเสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ไปยัง ครม. และ ครม. ได้ส่งต่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกา หลังจากนั้น ครม. มีมติให้ทบทวน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... สกศ.ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) และหน่วยงานรับผิดชอบเจ้าของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ได้ดำเนินการประชุมปรึกษาหารือรับฟังความคิดเห็น และหาทางออกร่วมกับผู้นำองค์กรครูและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประชุมงานมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ ก้าวสู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่า แสดงความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้อง และเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ www.onec.go.th ประกอบกับนายณัฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ สกศ. เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ให้รอบด้าน เพื่อรวบรวมผลการรับฟังความคิดเห็นเสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา ประกอบการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... 
 
 
“วันนี้ สกศ. จึงได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นขึ้น โดยแบ่งประเด็นการวิพากษ์แบบสรุปได้ ๓ เรื่องใหญ่ คือ ๑. ส่วนของเนื้อหาสาระ ในเรื่องการเปลี่ยนชื่อเรียกตำแหน่งผู้อำนวยการเป็นครูใหญ่ และการเปลี่ยนใบประกอบวิชาชีพครูเป็นใบรับรองความเป็นครู ๒. ส่วนของกระบวนการ กระบวนการรับฟังความคิดเห็นอาจยังไม่ครอบคลุม ครบถ้วนตามวิธีการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยังไม่เห็นร่างกฎหมายฉบับเต็ม และ ๓. ข้อเสนอเพิ่มเติม เช่น การบริหารการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ลดโครงการต่างๆ จากส่วนกลาง สวัสดิการครูเอกชน ฯลฯ วันนี้จึงต้องการให้ทุกท่านช่วยให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งสุดท้ายแล้วทุกท่านในที่นี้ คือ ผู้ที่จะต้องนำกฎหมายนี้ไปขับเคลื่อนการศึกษาในอนาคต” ดร.สุภัทร กล่าว
 
 
ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า การรับฟังความคิดเห็นในวันนี้มีประเด็นรับฟังความคิดเห็น ๗ ประเด็น คือ ๑. ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... กำหนดวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคคลให้สอดคล้องกับแนวทางในศตรวรรษที่ ๒๑ โดยเน้นการพัฒนาคนให้เกิดสมรรถนะใน ๗ ช่วงวัย (มาตรา ๖, ๗) ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ๒. ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... กำหนดให้ความสำคัญกับตัวบุคคลที่ถูกพัฒนาเป็นสำคัญ จึงวางระบบการศึกษาเพื่อตอบวัตถุประสงค์/เป้าหมายของผู้เรียน หรือคนที่ต้องการพัฒนาตนเองดังกล่าว โดยกำหนดให้การศึกษามี ๓ ระบบ คือ ๑) การศึกษาตามระดับคุณวุฒิวิชาชีพ ๒) การศึกษาเพื่อการพัฒนาตนเอง และ ๓) การศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (มาตรา ๔๔) ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ๓. ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... กำหนดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง โดยบังคับว่าการที่เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาดังกล่าวต้องไม่ให้มุ่งแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน แต่กฎหมายเฉพาะอาจกำหนดเงื่อนไขให้มุ่งแสวงหากำไรในบางกรณีได้ (มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง) ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ๔. ท่านเห็นด้วยกับกรณีร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... เปลี่ยนชื่อตำแหน่ง "ผู้อำนวยการสถานศึกษา" เป็น "ครูใหญ่" และ "รองผู้อำนวยการสถานศึกษา" เป็น "ผู้ช่วยครูใหญ่" (มาตรา ๓๘) หรือไม่ ๕. ท่านเห็นด้วยกับกรณีร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... กำหนดให้มีใบรับรองความเป็นครูแทนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู (มาตรา ๔๐) หรือไม่ ๖. ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... กำหนดให้มีกลไกที่ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพในการบริหารและจัดการศึกษาโดยมีคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ท่านเห็นด้วยกับองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติหรือไม่ (มาตรา ๘๒, ๘๗) และ ๗. ประเด็นอื่นๆ เพื่อการพัฒนาปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....
 
 
“สกศ.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ผ่านทาง www.onec.go.th พบว่า ผู้ที่มาแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนชื่อเรียกตำแหน่งจากผู้อำนวยการเป็นครูใหญ่ และการเปลี่ยนชื่อเรียกใบประกอบวิชาชีพเป็นใบรับรองความเป็นครู” ดร.สมศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้การประชุมได้แบ่งกลุ่มอภิปรายและรับฟังความคิดเห็น ๔ กลุ่ม คือ ๑.ข้าราชการ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒.ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ๓. กลุ่มผู้รับบริการ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และสถานประกอบการ และ ๔.นักกฎหมาย นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา คณะกรรมาธิการการศึกษาและกีฬา วุฒิสภา กรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้ได้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ครอบคลุม ครบถ้วนทุกประเด็นทุกกลุ่มเป้าหมาย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
 

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด