สกศ. ขับเคลื่อนการพัฒนาการจัดการศึกษาเรียนรวมของชาติ (Inclusive Education) สร้างโอกาสเข้าถึงการเรียนอย่างเท่าเทียม
วันนี้ (๒๖ เมษายน ๒๕๖๒) ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นรายงานการติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาเรียนรวมสำหรับเด็กพิการและเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยมี ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร และข้าราชการ สกศ. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องแซฟไฟร์ โรมแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ






ดร.สุภัทร จำปาทอง กล่าวว่า สภาวการณ์ใน ๑๐ ปีที่ผ่านมา จะมีเด็กประมาณ ๑.๕ ถึง ๑.๘% เป็นเด็กที่ไม่มีโอกาสเข้าสู่ระบบการเรียน คิดเป็น ๑๐,๐๐๐ คน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เด็กเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในชั้นเรียนปกติเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การย้ายถิ่นฐาน ความยากจน การห่างไกลจากพื้นที่ให้บริการ เป็นต้น สำหรับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จะทำให้โอกาสการเข้าถึงการศึกษาของคนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษจะสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้มากขึ้น
“การประชุมวันนี้เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการจัดการศึกษาเรียนรวม เพื่อวางแผนและจัดทำนโยบายการศึกษาของประเทศ โดยนำข้อเสนอแนะจากหลายหน่วยงานที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best practice) แปลงเป็นนโยบายสู่การปฏิบัติได้ ผ่านกลไกของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการ” ดร.สุภัทร กล่าว


นายกวิน เสือสกุล ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา กล่าวว่า สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ดำเนินโครงการติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาเรียนรวมสำหรับเด็กพิการและเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษขึ้น โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมี ดร.ฐาปณีย์ แสงสว่าง เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย และรองศาสตราจารย์ดารณี อุทัยรัตนกิจ เป็นที่ปรึกษาโครงการวิจัย ทั้งนี้ได้ดำเนินการวิจัยเป็น ๔ ระยะ คือ ระยะที่ ๑ ศึกษาและถอดบทเรียนการจัดการศึกษาเรียนรวมสำหรับเด็กพิการและเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษของต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จเกี่ยวกับปัจจัยสู่ความสำเร็จปัญหาอุปสรรค และแนวทางแก้ไข จำนวน ๓ ประเทศ ระยะที่ ๒ วิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนการสอนปัจจัยสู่ความสำเร็จและปัญหาอุปสรรคในการจัดการศึกษาเรียนรวมสำหรับเด็กพิการและเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยการศึกษาเฉพาะกรณีเชิงคุณภาพรวมสถานศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน ๑๔ แห่ง ระยะที่ ๓ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาเรียนรวมสำหรับเด็กพิการและเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษโดยใช้แบบสอบถามจำนวน ๓,๒๐๐ ฉบับ และระยะที่ ๔ วิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการจัดการศึกษาเรียนรวมสำหรับเด็กพิการและเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ









ที่ประชุมได้นำเสนอ รายงานการติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาเรียนรวมสำหรับเด็กพิการ โดยมีดำเนินการศึกษาการจัดการศึกษาเรียนรวมจากต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ และฟิลิปปินส์ จากนั้น ได้ศึกษาการจัดการศึกษาเรียนรวมในบริบทของประเทศไทย เพื่อนำมา วิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญสภาพปัจจุบัน ปัจจัยความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรค และแนวทางการแก้ไขการจัดการศึกษาเรียนรวม นำมาวิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญ นำสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ๔ ด้าน คือ ๑) ด้านเครื่องมือและกลไกสนับสนุนจากภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ เช่น หน่วยงานภาครัฐต้องให้ความจริงใจและจริงจังต่อการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการศึกษาเรียนรวม พัฒนางานด้านการศึกษาพิเศษ จัดตั้งหน่วยงานกลางระดับชาติด้านการศึกษาพิเศษของประเทศ จัดทำระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการเพื่อการวางแผนการบริหารจัดการด้านการศึกษาพิเศษ จัดทำมาตรฐานการจัดการศึกษาเรียนรวม เป็นต้น ๒) ด้านบทบาทและแนวทางการดำเนินงาน (ระดับนโยบาย ระดับสถานศึกษา และระดับผู้เรียน) เช่น การปรับเปลี่ยนวิธีคิด สร้างทัศนคติทางบวกที่มีต่อเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ นำตัวอย่างหรือนวัตกรรมเด่นด้านการจัดการศึกษาเรียนรวมมาพัฒนาต่อยอดและถอดบทเรียน เป็นต้น ๓) ด้านการจัดการภายในสถานศึกษา เช่น ด้านสถานศึกษาควรปรับหลักสูตร จัดชั้นเรียน มีระบบสนับสนุนและดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตลอดจนระบบงบประมาณภายในสถานศึกษา ด้านผู้บริหารการศึกษาต้องผ่านการฝึกอบรมด้านการศึกษาพิเศษ เป็นต้น และ ๔) ด้านการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร จัดทำหลักสูตรฝึกอบรมเกี่ยวกับการจัดการเรียนกรสอนแบบเรียนรวมสำหรับครูและผู้บริหาร วิจัยและพัฒนาโมเดลการพัฒนาวิชาชีพการศึกษาพิเศษ เป็นต้น



















ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังกล่าวจะนำสู่การปฏิบัติได้จะต้องได้รับการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จากนั้น ที่ประชุมเปิดเวทีอภิปรายและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจะนำประเด็นที่เกี่ยวข้องมารวบรวมข้อมูล เพื่อการวางแผนและจัดทำเป็นนโยบายการศึกษาของประเทศต่อไป
##########################################

