กอปศ. แจง ครูใหญ่และใบรับรองการเป็นครูไม่ได้ลดฐานะของครู แต่เป็นการยกระดับเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นครู
วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ ๙/๒๕๖๒ โดยมี ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา และนายเฉลิมชนม์ แน่นหนา ที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)




















ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า วันนี้ กอปศ. ได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... และ Road Map การพัฒนาการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยให้ความสำคัญกับผู้บริหารสถานศึกษา และคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของครู เนื่องจากผู้บริหารสถานศึกษาปฏิบัติงานคล้ายกับการบริหารงานของบริษัทหรือภาคเอกชนที่เป็นเชิงธุรกิจ ดังนั้นเพื่อให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น จึงขยายอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา โดยให้ดูแลเรื่องวิชาการด้วย และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือ การศึกษาตลอดชีวิตที่ยังเป็นเพียงหลักคิด แต่ต้องทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม
รองศาสตราจารย์จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ รองประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา และประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแนวทางการจัดทำพระราชบัญญัติแห่งชาติ เปิดเผยว่า ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ http://www.krisdika.go.th/wps/portal/general กอปศ.ได้วิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....และนำข้อคิดเห็นของประชาชนมาพิจารณา มองว่าการปฏิรูปการศึกษาควรให้ความสำคัญกับผู้บริหารสถานศึกษาตามที่เคยเสนอไว้ ในส่วนของคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ต้องมีส่วนในการสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาให้มากขึ้น โดยการดูแลครูให้มีคุณภาพ มีจิตวิญญาณของความเป็นครู ดังนั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงใช้คำเรียกหัวหน้าสถานศึกษาว่า “ครูใหญ่” เมื่อ กอปศ. วิเคราะห์ตามเจตนารมณ์การใช้คำว่า “ครูใหญ่” แล้ว การใช้คำดังกล่าวเป็นการใช้คำทั่วไปเพื่อเรียกหัวหน้าสถานศึกษาเท่านั้น เนื่องจากในร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... มาตรา ๓๙ วรรค ๓ ได้ระบุไว้แล้วว่า “ครูใหญ่และผู้ช่วยครูใหญ่อาจมีชื่อตำแหน่งเรียกเป็นอย่างอื่นตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการนั้นได้”
(มาตรา ๓๙ ให้ครูใหญ่ ผู้ช่วยครูใหญ่ และครูในสถานศึกษาของรัฐได้รับเงินเดือน เงินวิทยฐานะ เงินประจำตำแหน่ง และค่าตอบแทนอื่นตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการนั้น
ครูใหญ่ ผู้ช่วยครูใหญ่ และครูอาจมีระดับตำแหน่งเพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการนั้น
ครูใหญ่และผู้ช่วยครูใหญ่อาจมีชื่อตำแหน่งเรียกเป็นอย่างอื่นตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการนั้นได้)











สำหรับใบรับรองความเป็นครู บางท่านอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ในกรณีมีความจำเป็นต้องเชิญบุคคลหนึ่งซึ่งไม่ใช่ครูมาสอน โดยหากได้ใบรับรองความเป็นครูแล้ว จะทำให้ผู้นั้นทำหน้าที่สอนได้เหมือนครู แต่ที่จริงแล้วใบรับรองความเป็นครูไม่ได้หมายถึงกรณีดังกล่าว แต่ใบรับรองความเป็นครูได้ให้ความสำคัญกับครูตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพียงการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพทั่วไป แต่เป็นการยกระดับเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นครูให้มากขึ้น ในทางปฏิบัติหากมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพครูหรือกฎหมายของคุรุสภา แล้วนำเรื่องใบรับรองความเป็นครูตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ไปปรับใช้ หรือใช้ชื่อเรียกอย่างไรนั้น สุดท้ายขึ้นอยู่กับกฎหมายของคุรุสภา โดยใบประกอบวิชาชีพครูไม่ได้มีผลทำให้วิชาชีพครูด้อยลง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... เป็นเพียงธรรมนูญทางการศึกษา ที่ให้หลักการ แนวทางในการจัดระบบการศึกษาเท่านั้น ส่วนชื่อเรียก กลไก และรายละเอียดขึ้นอยู่กับกฎหมายลำดับรองที่ต้องจัดทำรายละเอียด ประกอบด้วยกฎหมาย ๒ ฉบับ คือ พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา และกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้อราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
( มาตรา ๑๐๐ ให้ครูซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและปฏิบัติหน้าที่ครูได้ต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้สามารถต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ต่อไป โดยถือเสมือนหนึ่งเป็นครูผู้ได้รับใบรับรองความเป็นครูตามพระราชบัญญัตินี้
ครูซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่และยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มีสิทธิขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามกฎหมายดังกล่าวหรือจะขอใบรับรองความเป็นครูตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้
ครูซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หากประสงค์จะเปลี่ยนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเป็นใบรับรองความเป็นครูตามพระราชบัญญัตินี้ ให้แจ้งให้คุรุสภาทราบภายในห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้คุรุสภาดำเนินการออกใบรับรองความเป็นครูให้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
บรรดาบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีใดที่อ้างถึงครูซึ่งมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ให้หมายถึงครูซึ่งได้รับใบรับรองความเป็นครูและครูตามวรรคหนึ่งและวรรคสองด้วย
ในระหว่างเวลาที่ยังมิได้มีการแก้ไขกฎหมายตามมาตรา ๙๗ ให้บุคลากรทางการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้อราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือกฎหมายอื่นยังคงดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาต่อไป
มาตรา ๑๐๑ ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาและรองผู้อำนวยการสถานศึกษาซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นครูใหญ่และผู้ช่วยครูใหญ่ตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี และมีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามอัตราเดียวกับที่ผู้อำนวยการสถานศึกษาและรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ได้รับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้คุรุสภาออกใบรับรองความเป็นครูให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาและรองผู้อำนวยการสถานศึกษาตามวรรคหนึ่งโดยเร็ว )




ดร.ไกรยส ภัทราวาท กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น ๓ ระบบ คือ ๑.การศึกษาเพื่อคุณวุฒิ ๒.การศึกษาเพื่อการพัฒนาตนเอง และ ๓.การศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต จากการศึกษาข้อมูลแนวโน้มการศึกษาในอนาคต พบว่า กำลังแรงงานกว่า ๔๐ ล้านคน ประมาณ ๖๐ เปอร์เซนต์มีคุณวุฒิการศึกษาสูงสุดอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หรือเทียบเท่า เมื่อต้องการพัฒนาประเทศไปสู่ ๔.๐ แต่ระดับคุณวุฒิการศึกษาของกำลังแรงงานอยู่ในระดับทักษะขั้นต่ำ ระบบการศึกษาเพื่อการพัฒนาตนเอง และการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนากำลังแรงงานให้มีทักษะและคุณภาพมากขึ้น ดังนั้นจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่สามารถใช้เป็นตัวเทียบเคียงหรือเทียบโอนระบบการศึกษาต่างๆ ได้ ทั้งนี้ กอปศ. จะศึกษาข้อมูลดังกล่าวและจัดทำเป็น Road Map ต่อไป

