คณะอนุฯ กอปศ. เฉพาะกิจอาชีวะ ประชุมนัด ๓/๖๒ หารือร่วมกับผู้ประกอบการ-ภาคเอกชน ยกระดับสมรรถนะครูอาชีวะ Teacher Excellence

image

 

      วันนี้ (๒๙ มกราคม ๒๕๖๒) รองเลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์) ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านอาชีวศึกษา คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๖๒ โดยดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านอาชีวศึกษา กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เป็นประธานการประชุม ณ ห้องกำแหง พลางกูร ชั้น ๓ อาคาร ๕๖ ปี  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)   

 

 

       ที่ประชุมได้เชิญผู้ประกอบการ ผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนหน่วยจัดการศึกษา และผู้แทนสถาบันการศึกษา ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนแนวคิด "แนวทางในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการสร้างสมรรถนะความเชี่ยวชาญของครูอาชีวศึกษา" โดยมีการชี้แจงต่อผู้ประกอบการ ผู้แทนภาคเอกชน ให้ได้รับทราบถึงเป้าหมายหลักของการปฏิรูปอาชีวศึกษา คือ ๑) ต้องการเพิ่มจำนวนเด็กที่เข้าเรียนอาชีวศึกษาในสาขาที่มีความต้องการสูงตามแนวทางพัฒนาประเทศ สอดคล้องความต้องการของผู้ประกอบการ จบแล้วมีงานทำ ๒) มีความรู้ ทักษะความสามารถในเชิงปฏิบัติ มีสมรรถนะ เป็นที่ยอมรับ และ ๓) มีความสามารถในการเติบโตเป็นผู้ประกอบการได้เอง

 

 

       ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนแนวคิด และวาระเร่งด่วน ๙ ประการ ที่น่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ ประกอบด้วย

       ๑. มีระบบค่าตอบแทนตามสมรรถนะให้ผู้จบการศึกษาสายอาชีพ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้นักเรียนสนใจ และมุ่งสู่การเรียนระดับปริญญาตรีมากกว่า ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ

       ๒. สนับสนุนเรียนอาชีวศึกษาฟรีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายสำหรับอาชีวศึกษาในสาขาที่กำหนด เป็นสาขามีความต้องการสูงและขาดแคลน เพื่อจูงใจให้เด็กสายสามัญมาเรียนสายอาชีพมากขึ้น และบางส่วนกลับมาเป็นครูอาชีวศึกษา โดยมีทุนการศึกษาสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ และภาคเอกชน ช่วยค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจนจบการศึกษา

       ๓. เพิ่มการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี หรือการฝึกงาน และระบบอื่น ๆ ที่เน้นการฝึกปฏิบัติ โดยใช้มาตรการจูงใจผู้ประกอบการเพิ่มการลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายที่ใช้ในระบบฝึกปฏิบัติจากร้อยละ ๒๐๐ เป็น ๓๐๐ พัฒนากระบวนการยื่นขอลดหย่อนภาษีให้ง่ายขึ้น

       ๔. รัฐและเอกชนร่วมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (Training Center/Mobility Training Center) ในรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) โดยมีเอกชนเป็นผู้บริหารศูนย์ให้มีประสิทธิภาพ ศูนย์นี้จะกระจายตัวตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ คล้ายกับประเทศจีนจะเป็นแรงกระตุ้นให้ อาชีวศึกษาเอกชนสามารถเปิดสอนหลักสูตรขาดแคลน และต้องลงทุนสูง  มีเครื่องมือราคาแพง ทัน สมัยให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติ 

       ๕. เปิดให้วิทยาลัยสามารถหารายได้เพิ่มเติมได้ หรือร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาธุรกิจ โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าร่วมทำงานภาคปฏิบัติ เรียนรู้วิธีดำเนินธุรกิจ การตลาด นอกจากนี้ ควรสนับสนุน และหาแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการสตาร์ทอัพ (Start up) ที่มีศักยภาพ

       ๖. ยกระดับความสามารถครูอาชีวศึกษา โดยกำหนดให้ต้องผ่านมาตรฐานครูอาชีวศึกษา ซึ่งต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู มีสมรรถนะทั้งวิชาชีพครู และสมรรถนะทางปฏิบัติ โดยต้องผ่านการฝึกปฏิบัติกับผู้ประกอบการ 

       ๗. ปรับหลักสูตร และรูปแบบการเรียนการสอนให้มีความหลากหลาย และยึดหยุ่น สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ การพัฒนาประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน รวมไปถึงเพิ่มทักษะความสามารถด้านภาษาอังกฤษ และคอมพิวเตอร์

       ๘. รัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาแก่อาชีวศึกษาเอกชน และรัฐอย่างเท่าเทียมกัน ในฐานะหน่วยผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองความต้องการแรงงานของประเทศอย่างมีคุณภาพ และเพียงพอ

       ๙. ส่งเสริมการจัดอาชีวศึกษานอกระบบสำหรับกลุ่มแรงงาน (Reskill/Upskill) และกลุ่มคนพิการ

  

 

       ทั้งนี้ คณะอนุฯ และกลุ่มผู้ประกอบการ ผู้แทนหน่วยจัดการศึกษา มีความคิดเห็นสอดคล้องและเชื่อมโยงการยกระดับความสามารถครูอาชีวศึกษา โดยกำหนดให้ต้องผ่านมาตรฐานครูอาชีวศึกษาที่ผ่านการฝึกปฏิบัติกับผู้ประกอบการ พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนแนวทางในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการสร้างสมรรถนะความเชี่ยวชาญของครูอาชีวศึกษา หรือโครงการ Teacher Excellence อย่างไรก็ดี คณะทำงาน สกศ. จะเร่งสรุปสาระสำคัญการพิจารณาข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่าง ๆ อย่างรอบด้าน เพื่อรายงานที่ประชุม กอปศ. ตามลำดับ

 

 

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด