วันนี้ (๒๔ มกราคม ๒๕๖๒) รองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) ครั้งที่ ๑/๒๕๖๒ โดยมี เลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.สุภัทร จำปาทอง) รองเลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์) พร้อมด้วย ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษา (นางสาวสมรัชนีกร อ่องเอิบ) ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ๓๐๑ ชั้น ๓ ตึกบัญชาการ ๑ ทำเนียบรัฐบาล
ที่ประชุมได้นำเสนอความก้าวหน้าในการดำเนินงานการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) กับกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) จากการประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน ครั้งที่ ๕ เมื่อวันที่ ๒๗ – ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ณ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน เนการาบรูไนดารุสซาลาม ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้นำเสนอการดำเนินงานขับเคลื่อน NQF และการเทียบเคียงกับ AQRF และได้นำเสนอข้อมูลตามเกณฑ์การเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนซึ่งปรากฎตาม (ร่าง) รายงานการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติกับกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนของ เพื่อให้คณะกรรมการ AQRF พิจารณา นอกจากนี้ อยู่ในระหว่างการจัดทำ (ร่าง) แผนขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่การปฏิบัติ และ (ร่าง) แผนผลิตและพัฒนากำลังคนในสาขาอาชีพที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต่อการพัฒนาประเทศตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาในประเด็นต่างๆ ดังนี้
๑. (ร่าง) แผนขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการนำ NQF ไปปฏิบัติให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมในการผลิตและพัฒนากำลังคนคุณภาพ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะฝ่ายเลขานุการ จึงได้จัดทำ (ร่าง) แผนขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่การปฏิบัติ ประกอบด้วย ๕ กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์ที่ ๑ เร่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญและประโยชน์ของการนำ NQF สู่การปฏิบัติ กลยุทธ์ที่ ๒ จัดทำต้นแบบการผลิตและพัฒนากำลังคนตาม NQF กลยุทธ์ที่ ๓ เสริมสร้างความร่วมมือและความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานตาม NQF กลยุทธ์ที่ ๔ เชื่อมโยงคุณวุฒิในสาขาอาชีพที่จำเป็นสำหรับการพัฒนากำลังคนของประเทศไทยกับประเทศอาเซียนและระดับสากล และกลยุทธ์ที่ ๕ จัดทำ ปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อน NQF สู่การปฏิบัติ โดยร่างดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ และประเด็นการปฏิรูปประเทศ
๒. (ร่าง) แผนผลิตและพัฒนากำลังคนในสาขาอาชีพที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต่อการพัฒนาประเทศตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์ คือ วางแผนการผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งในและต่างประเทศ มุ่งเน้นการพัฒนาฝีมือแรงงานไทยให้มีศักยภาพรองรับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการเข้าสู่ประเทศไทย ๔.๐
สำหรับ ๗ สาขาอาชีพที่มีความจำเป็นเร่งด่วน คณะอนุกรรมการฯ ได้นำเสนอรายระเอียดการดำเนินงาน ได้แก่
๑) สาขาอาชีพด้านโลจิสติกส์โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีความก้าวหน้าในการหารือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดสาขาที่ชัดเจนของภาคอุตสาหกรรม พบว่า ประเทศไทยมีการลงทุนในด้านนี้สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งในส่วนของภาคปฏิบัติ (Operation) และการบำรุงรักษา (Maintenance) จะมีความต้องการประมาณ ๗,๒๘๐ คน ซึ่งประเทศไทยได้ผลิตและพัฒนากำลังคนของภาคการผลิต จำนวน ๕,๖๗๐ คน ซึ่งจะมีช่องว่าง (Gap) ของอัตราจำนวนบุคลากรที่ต้องผลิตและพัฒนาเพิ่มเป็นจำนวน ๑,๖๑๐ คน จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่หน่วยงานต่างๆ ของภาคการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ จะเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดความสำเร็จในการผลิตและพัฒนากำลังคนคุณภาพ
๒) สาขาอาชีพโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เน้นอาชีพต้นแบบ ๓ สาขา ได้แก่ ๑) นักวางแผนอุปสงค์ (Demand Planner) ภายใน ๕ ปีจะมีความต้องการกำลังคน จำนวน ๓,๔๑๒ คน ๒) พนักงานควบคุมยานพาหนะมืออาชีพประเภทรถบรรทุก (Smart Driver) มีจำนวนกำลังคนเพียงพอ แต่ยังคงขาดคุณสมบัติในการเป็น Smart Driver และ ๓) นักจัดการโลจิสติกส์มืออาชีพด้านสินค้าเกษตรที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) ขาดแคลนเชิงคุณภาพ ทั้งนี้ ในการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ของประเทศดำเนินการสนับสนุนทิศทางการพัฒนาประเทศตามนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมรองรับการเป็นประเทศไทย ๔.๐
๓) สาขาอาชีพหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เป็นสาขาอาชีพที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมีอาชีพต้นแบบการผลิตและพัฒนา คือ ๑) งานการซ่อมบำรุง และ ๒) System Integrator (SI) หากหน่วยงานที่จัดการศึกษาสามารถนำมาตรฐานกรอบคุณวุฒินำไปสร้างหรือพัฒนาหลักสูตร จะทำให้เกิดความสอดคล้องทั้งระบบ ตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนของประเทศไทยและอาเซียน สำหรับ ภาคการผลิตอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ในส่วนการพัฒนาอยู่ภายใต้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาทักษะหรือสมรรถนะต่างๆ ที่จำเป็นผู้รับผิดชอบ จึงควรสร้างความร่วมมือให้เกิดเป็นรูปธรรม
๔) สาขาอาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และดิจิทัลคอนเทนต์ ประกอบด้วย ๙ กลุ่ม ได้แก่ ๑) โปรแกรมเมอร์และนักทดสอบระบบ ๒) ผู้ใช้บริการคอมพิวเตอร์และระบบคอมพิวเตอร์ ๓) เส้นใยแก้วนำแสง ๔) นักบริหารจัดการโครงการสารสนเทศ ๕) นักความปลอดภัยบนเครือข่ายสารสนเทศ ๖) นักพัฒนาเกมและแอนนิเมชัน ๗) นักการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์ ๘) นักการค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ และ ๙ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ซึ่งทั้ง ๙ สาขา จะมีมาตรฐานอาชีพสาขาวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และดิจิทัลคอนเทนต์ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ได้จัดทำขึ้นไว้ ๗๙ คุณวุฒิวิชาชีพ และเป็นสาขาที่มีความต้องการด้านกำลังคนเป็นจำนวนมาก
๕) สาขาอาชีพอาหารและเกษตร มีอาชีพที่จำเป็นเร่งด่วนต่อการผลิตและพัฒนาแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสาขาอาหาร และกลุ่มสาขาเกษตร ประกอบด้วย ผู้ประกอบอาหารไทย ผู้ประกอบการอาหาร นักจัดการอาหาร นักวิจัยและพัฒนาอาหาร เกษตรอัจฉริยะ และผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ โดยคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ จะความต้องการกำลังคนในอุตสาหกรรมอาหารจำนวน ๑๓๕,๓๑๔ คน อุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ จำนวน ๔๒,๐๐๐ คน สำหรับ ธุรกิจทางด้านอาหารและเกษตรมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต หลักสูตรแต่ละแห่งไม่เชื่อมโยงกัน ควรปรับในเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษารูปแบบใหม่
บูรณาการเชื่อมโยงหลักสูตรการผลิตและพัฒนาให้สอดคล้องทั้งระบบ
๖) สาขาอาชีพปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลังงานและพลังงานทดแทน กำหนดสาขาอาชีพต้นแบบ คือ ๑) สาขาปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ได้แก่ Operator, Maintenance Lab, Project, Warehouse, และ Safety/Security และ ๒) สาขาพลังงานและพลังงานทดแทน ได้แก่ เดินเครื่องโรงไฟฟ้า บำรุงรักษาโรงไฟฟ้า และระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง ในภาพรวมของอุตสหกรรมปิโตรเลียมหรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี แบ่งเป็น ๒ กลุ่มย่อย โดยมีความต้องการกำลังคนในสาขาปิโตรเลียมและปิโตรเคมีปีละประมาณ ๘๐ คน แต่มีศักยภาพในการผลิตปีละ ๖๐ – ๘๐ คน และสาขาพลังงานและพลังงานทดแทนปีละ ๕๘๐ คน สำหรับสาขาพลังงานและพลังงานทดแทน ยังคงมีความต้องการผลิตและพัฒนากำลังคนคุณภาพเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่จะต้องมีการวางแผนกำลังคนให้สอดรับ เช่น การมีหุ่นยนต์ทดแทนกำลังคน โดยคนมีหน้าที่เพียงการควบคุมอย่างเดียว จึงต้องมีความรู้และทักษะที่จำเป็นให้เข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นต้น
๗) สาขาอาชีพแม่พิมพ์ เป็นอุตสาหกรรมสนับสนุน หรืออุตสาหกรรมกลางน้ำ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญเกือบทุกประเทศ และจะมีการยกระดับการผลิตตัวแม่พิมพ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น การมีวัสดุลักษณะใหม่ๆ แม่พิมพ์จะต้องได้รับการพัฒนาตาม ดังนั้น ความต้องการของภาคผู้ประกอบการต้องการเพิ่มสมรรถนะอาชีพด้านเทคโนโลยีการขึ้นรูปใหม่ใน ๕ สาขางาน ได้แก่ ๑) การขึ้นรูปโลหะแผ่นความแข็งแรงสูงพิเศษ ๒) การขึ้นรูปวัสดุคอมโพสิต ๓) การฉีดโลหะผนังบาง ๔) แม่พิมพ์ฉีดพลาสติกความซับซ้อนสูง และ ๕) การขึ้นรูปด้วยเครื่องจักรความเที่ยงตรงสูง และมีความต้องการพัฒนากำลังคนในสถานประกอบการอย่างน้อย ๑,๐๐๐ คน ภายใน ๕ ปี
 |
|
พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ประธานคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ กล่าวว่า แผนการดำเนินงานตามแผนผลิตและพัฒนากำลังคนในสาขาอาชีพที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต่อการพัฒนาประเทศตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ตามที่คณะอนุกรรมการฯ ทั้ง ๗ กลุ่มสาขาอาชีพ ได้จัดทำเป็นร่างขึ้น ควรดำเนินงานต่อเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น อาทิ ตรวจสอบความเชื่อมโยงมาตรฐานอาชีพกับระดับคุณวุฒิการศึกษาและการฝึกอบรม หลักสูตรระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ของหน่วยงานที่ได้จัดทำมาตรฐานอาชีพไว้อยู่แล้ว เพื่อทราบถึงหน่วยงานที่จะช่วยสนับสนุนและประสานงานได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ แผนงานขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่การปฏิบัติ ควรกำหนดให้อยู่ในช่วงระยะเวลา ปี พ.ศ. ๒๕๖๒-๒๕๖๕ ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ เน้นวิชาชีพที่ผลักดันคือ ๗ สาขาดังกล่าว และจำเป็นอย่างยิ่งควรหาความต้องการกำลังคนในสาขาต่างๆ ให้สอดคล้องกับการรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน เพื่อวางแผนการผลิตและพัฒนากำลังคนรองรับความต้องการที่เกิดขึ้น หน่วยงานที่จัดการศึกษาปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานต่างๆ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ