การประชุมสัมมนา เรื่อง การส่งเสริมความรู้ด้านกฎหมายการศึกษาและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

image

          เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๑ นายเฉลิมชนม์ แน่นหนา ที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุม เรื่อง การส่งเสริมความรู้ด้านกฎหมายการศึกษาและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้กับครูและบริหารการศึกษา ครั้งที่ ๒ ภาคตะวันออกฉียงเหนือ ณ โรงแรมวีวิช จังหวัดขอนแก่น โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษ เรื่อง “แนวการพัฒนากฎหมายเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษา” โดยมีสาระสำคัญใน ๓ ประเด็น คือ ประเด็นที่ ๑. การบริหารองค์กรภาครัฐ ในการบริหารองค์กรภาครัฐจำเป็นต้องยึดหลักถึงหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ รวมทั้งต้องนำหลักการบริหารขององค์กรเอกชนหรือหลักบรรษัทภิบาลนำมาประยุกต์ใช้ได้ ได้แก่ ๑) การดูแลเอาใจใส่ผู้รับบริการ ๒) การปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ๓) ความจงรักภักดีต่อองค์กร และ ๔) เปิดเผย โปร่งใส มาใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กรของรัฐด้วย ประเด็นที่ ๒ การปฏิรูปการศึกษาตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีการปฏิรูปการศึกษาไว้ในมาตรา ๕๔ และมาตรา ๒๕๘ วรรค จ ซึ่งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้มีการดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ดังนี้ ๑) การปฏิรูปการศึกษาสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ให้ความสำคัญถึงความร่วมมือในการบูรณาการงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทั่วถึง ๒) การจัดทำหลักสูตรและปฏิรูปการจัดการเรียนการสอน เป็นการจัดทำหลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยมีการบูรณาการความรู้ ทักษะ และเจตคติ เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน และสร้างกลไกการดำเนินการที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง มีการประเมินผลการจัดการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อให้เกิดการพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง ๓) การประกันคุณภาพการศึกษา เน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถานศึกษา โดยมีการกำหนดเพิ่มเติมให้มีการรับรองคุณภาพสถานศึกษาโดยหน่วยงานภายนอก เน้นการประเมินเพื่อพัฒนา ๔) ครูและผู้บริหารสถานศึกษา การผลิตและการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องคำนึงถึงสมรรถนะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับบุคลากรดังกล่าว รวมทั้งคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญด้วย ๕) การปฏิรูปการอาชีวศึกษาที่มุ่งเน้นการผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ยกระดับค่าตอบแทนสำหรับผู้เรียนอาชีวศึกษา และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือการจัดการทวิภาคีเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสร้างผู้เรียนให้มีทักษะความเชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติ ๖) การปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ได้มีการกำหนดให้แบ่งแยกอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจน  โดยเน้นให้เกิดเอกภาพในการกำหนดนโยบาย (Policy) และก่อให้เกิดความร่วมมือของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการออกกฎระเบียบการกำกับและติดตามดูแล (Regulator) หน่วยงานในการสนับสนุน (Supporter) และหน่วยปฏิบัติ (Operator) ทั้งนี้ได้เร่งให้เกิดการดำเนินการ เพื่อให้เกิดความอิสระในการบริหารจัดการของหน่วยงานในส่วนปฏิบัติ โดยจัดให้สถานศึกษามีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการ และกำหนดเขตพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา ประเด็นที่ ๓ การจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา ได้มีการจัดทำกฎหมายเพื่อเป็นกลไกทางกฎหมายที่สำคัญในการส่งสริมการดำเนินการตามมาตรการในการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งทางคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ให้ความสำคัญและดำเนินการกฎหมายในหลายฉบับ อาทิ พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๑ ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา พ.ศ. .... รวมไปถึงร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งจะใช้เป็นกฎหมายแม่บททางการศึกษาด้วย ทั้งนี้ยังมีกฎหมายที่เสนอโดยหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ ร่างพระราชบัญญัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาตลอดชีวิต พ.ศ. .... ซึ่งกฎหมายแต่ละฉบับจำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบจะสามารถตอบโจทย์แนวทางในการปฏิรูปการศึกษาได้อย่างแท้จริง

          นายวีระ พลอยครบุรี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวิจัย กล่าวว่า จากงานวิจัยพบว่า ปัญหาการศึกษาที่ส่งผลคุณภาพการจัดการศึกษาของประเทศไทยมีหลายประการ อาทิ นักเรียนมีการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะ Smart Phone ในทางที่ไม่เกิดประโยชน์ ครูควรทำแนวทางหรือชี้แนะให้นักเรียนแสวงหาความรู้จากการใช้ Smart Phone ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ผู้ปกครองนักเรียนขาดความเชื่อมั่นในการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก คุณภาพและความเหลื่อมล้ำของการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ซึ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาของประเทศ

          นายนิวัตต์ น้อยมณี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการศึกษา  กล่าวว่า รัฐต้องเปลี่ยนจากการทำหน้าที่จากเป็นผู้ปกครองมาเป็นผู้ให้บริการประชาชน ดังนั้นภารกิจหลักของรัฐ คือ ต้องรับผิดชอบต่อการให้บริการสาธาณะ จึงได้มีการนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการในกาบริหารจัดการบริการสาธารณะแก่ประชาชน ทั้งในระดับรัฐบาลกลาง  กรอบแนวคิดในการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน โดยเน้นภาครัฐเป็นผู้มีบทบาทหลักในการดำเนินการ ทั้งในส่วนของความปลอดภัยและการจัดสวัสดิการแก่ประชาชน ระดับภูมิภาค และการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งกรอบและเงื่อนไขในการดำเนินการ คือ จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างรัฐ การให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการจำเป็นของประชาชน โดยเฉพาะ “การให้บริการสาธารณะด้านการศึกษา” ที่ภาครัฐให้ความสำคัญที่จำเป็นต้องมีการดำเนินการให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความต้องการแรงงานของประเทศ เพื่อมุ่งให้เกิดการพัฒนากำลังคนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีความจำเป็นต้องคำนึงถึง คือ การก่อให้เกิดความเสมอภาคในโอกาสการเข้าถึงการศึกษาของผู้เรียนในทุกกลุ่ม เละการสร้างความต่อเนื่องในการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ การบริการสาธารณจะต้องคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาลด้วย โดยเฉพาะหลักความโปร่งใสมาใช้ในสถานศึกษา ด้วยวิธีการเปิดเผยข้อมูลในเรื่องต่างๆ อาทิ ให้สาธารณชนรับทราบ รวมทั้งความโปร่งใสในการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลกรในสถานศึกษาและการเลื่อนวิทยฐานะ จะส่งผลสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานทางการศึกษา

          นายยุทธศาสตร์ กงเพชร ผู้อำนวยการโรงเรียนขอนแก่นพิทยาคม กล่าวว่า การบริหารจัดการหลักสูตรการศึกษา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการผสมผสานหลักสูตรร่วมกันทั้งทางด้านวิชาการ และวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะ ความเชี่ยวชาญในเนื้อหาที่สอน สามารถประกอบอาชีพได้ตามความถนัด ทั้งนี้ ในส่วนของโรงเรียนขอนแก่นพิทยาคมได้มีการจัดทำหลักสูตรการศึกษาตามแนวคิดดังกล่าว อาทิ สอบถามความสนใจของผู้เรียนในวิชาชีพต่างๆ และจัดหลักสูตรโดยขอความร่วมมือจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดขอนเก่น มาส่งเสริม ประเมิน และให้ความรู้แก่ผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง

          นายสมบูรณ์ แต่งเกลี้ยง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวเกิดจากปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นมากมายในสังคม และส่งผลต่อตัวเด็กจนก่อเป็นปัญหาสังคมในระยะยาวต่อไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กออกจากการศึกษากลางคัน ปัญหาเด็กไม่จบการศึกษาภาคบังคับ ปัญหายาเสพติด ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือการสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเริ่มตั้งแต่ครอบครัวซึ่งเป็นสถาบันเริ่มต้นที่เล็กที่สุด แต่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด นอกจากนี้ ยังต้องการความมีส่วนร่วมจากชุมชน โรงเรียนเป็นสำคัญ ด้วยวิธีการพัฒนาพื้นฐานทางการศึกษาของคนในประเทศ ฉะนั้นจึงเห็นว่าการจัดให้มีกลไกของ “สมัชชาการศึกษาจังหวัด” จึงเป็นแนวทางประการหนึ่งในการสร้างการมีส่วนร่วม สร้างโอกาสในการเข้าถึง และแก้ไขปัญหา โดยการพัฒนาการศึกษาของคนในพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพบริบทในแต่ละพื้นที่ได้

               นายอาทร ทองสวัสดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายการศึกษา กล่าวว่า ประโยชน์สุขของประชาชน คือกฎหมายสูงสุด ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวทางการดำเนินการตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยขึ้นในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการจัดทำกฎหมายแต่ละฉบับ เพื่อให้ทราบถึงสภาพปัญหาแสดงความคิดเห็นของประชาชนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งในปัจจุบันได้มีการปรับแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการศึกษาหลายฉบับ อาทิ ร่าง พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. .... ซึ่งความคิดเห็นของประชาชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง

             สำหรับหัวข้อการบรรยายเรื่องการปฎิบัติราชการทางการปกครองและคดีปกครองที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดย นายประนัย วณิชชานนท์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ได้บรรยาย เรื่อง หลักความเป็นกลางในการพิจารณาทางปกครองซึ่งมีสาระสรุปดังนี้ หลักความเป็นกลางนั้นถือได้ว่า เป็นหลักที่สำคัญประการหนึ่งในการพิจารณาทางปกครอง โดยผู้ที่มีอำนาจพิจารณาจะต้องมีความเป็นกลาง กล่าวคือ ต้องไม่เป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อม หรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในการพิจาณาทางปกครอง เพื่อสร้างมาตรฐานความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีทางปกครองและก่อให้เกิดความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด