กอปศ. หารือมอบความเท่าเทียมทางการศึกษาแก่เด็กในเขตพื้นที่ห่างไกล

image

 

          วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๑ ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ ๔๕/๒๕๖๑ โดยมี ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา และนายเฉลิมชนม์ แน่นหนา ที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา การประชุมครั้งนี้มีการพิจารณา เรื่อง “การจัดการศึกษาในเขตพื้นที่ห่างไกล” และ “กองทุนผลิตและพัฒนาครู”

 

 

           ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางการศึกษา หากอาศัยอยู่ในประเทศไทย แม้ไม่มีสัญชาติ ก็สามารถได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง จึงได้เชิญโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมาให้ข้อมูลด้านต่างๆ เพื่อวางแนวทางช่วยเหลือเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงเด็กชายขอบที่ไม่มีสัญชาติ ซึ่งจะนำเรื่องนี้ไปบรรจุไว้ในแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาในเขตพื้นที่ห่างไกลไม่เพียงโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรงเรียนขนาดเล็กของรัฐ ในส่วนนี้คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โดย ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ทำการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลด้านต่างๆ ของโรงเรียนขนาดเล็ก (โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า ๑๒๐ คน) ปัจจุบันพบว่า โรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนเพิ่มขึ้นในขณะที่จำนวนการเกิดของเด็กลดลง ทำให้ต้องศึกษาข้อมูลของโรงเรียนขนาดเล็กแต่ละแห่งที่จัดตั้งขึ้น เพื่อนำข้อมูลไปใช้วางแนวทางจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความจำเป็นต้องจัดตั้งขึ้น ให้มีคุณภาพทางการศึกษา

 

          นางเรียม สิงห์ทร กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนจัดตั้งขึ้นครั้งแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อสอนหนังสือให้แก่ชาวเขาได้เรียนรู้ภาษาไทย เพื่อใช้ภาษาไทยในการติดต่อและทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ระหว่างชาวไทยและชาวเขาได้สะดวก ทำให้เกิดความมั่นคงด้านการปกครอง นอกจากนี้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนยังทำให้เด็กเยาวชน ประชาชน ผู้ด้อยโอกาส ได้รับโอกาสทางการศึกษาเหมือนเด็กในเมือง เป็นการสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาของเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล การเรียนการสอนยึดตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ มีการเชื่อมโยงการเรียนการสอนกับสพฐ. และนำบริบทของพื้นที่เข้ามาเชื่อมโยงกับหลักสูตรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ทั้งนี้ได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนใน ๙ เรื่อง ได้แก่ ๑.ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย ๒.เพิ่มประสิทธิภาพการอ่านและการเขียนภาษาไทย ๓.ยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ๔.สนับสนุนอาหารกลางวัน ๕.สนับสนุนอัตรากำลังครู ๖.ส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียนคู่พัฒนาทางการศึกษา ๗.ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม DLTV ๘.ส่งเสริมสนับสนุนการวัดและประเมินผลทางการศึกษา และ ๙.สร้างขวัญและกำลังใจในโครงการ “ยอดครูผู้มีอุดมการณ์”

 

          ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางแนวทางการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในหลายรูปแบบ ซึ่งการบริหารจัดการนี้ขึ้นอยู่กับสภาพและบริบทของโรงเรียน ครั้งนี้ศึกษาถึงสาเหตุว่าที่ผ่านมาทำไมจึงไม่สามารถยุบโรงเรียนหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กได้ คำตอบหนึ่งที่ได้ คือ ชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เห็นได้ชัดว่าโรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งที่ถูกยุบไปแล้ว สามารถเปิดทำการได้อีกครั้ง นั่นเป็นเพราะพลังของชุมชน ครั้งนี้จึงต้องศึกษาถึงรายละเอียดและบริบทต่างๆ ที่เข้ามาเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

 

          ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ปัญหาหนึ่งที่พบ คือ ระบบเลข ๑๓ ของเด็กไทยที่ยังไม่มีฐานข้อมูลที่ชัดเจน ประกอบกับเด็กที่อยู่พื้นที่ห่างไกลหรือชายขอบไม่มีเลข ๑๓ หลัก แต่ใช้เลขหรือรหัสที่โรงเรียนออกให้ เมื่อย้ายโรงเรียน โรงเรียนแห่งใหม่ก็ออกเลขหรือรหัสใหม่ให้ ทำให้เลขหรือรหัสเดิมยังคงมีอยู่ เกิดการซ้ำซ้อนของข้อมูล ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้นำข้อมูลตัวเลข ๑๓ หลักจากกระทรวงมหาดไทยเข้ามาประมวลผลร่วมกันแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนในการดำเนินการเรื่องค่าใช้จ่ายรายหัว

 

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด