วันนี้ (๒๖ กันยายน ๒๕๖๑) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดการประชุมทางวิชาการ เรื่อง "การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจากผลการทดสอบ O-NET และ PISA" โดยรองเลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์) เป็นประธานเปิดการประชุม ได้รับเกียรติจากผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์) และที่ปรึกษาโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (ดร.สุนีย์ คล้ายนิล) ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้แทน ๕ องค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู อาจารย์ นักวิชาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาชนผู้สนใจ ณ ห้องกำแหง พลางกูร ชั้น ๓ อาคาร ๕๖ ปี สกศ.
 |
ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ดัชนีชี้วัดคุณภาพด้านการศึกษาของประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะการแข่งขันของประเทศ แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙ กำหนดดัชนีคุณภาพการศึกษาไว้ชัดเจน การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) แต่ละวิชาผ่านเกณฑ์ร้อยละ ๕๐ ขึ้นไป ซึ่งในปี ๒๕๖๑ - ๒๕๖๔ ตั้งเป้าหมายไว้ที่ร้อยละ ๕๐ ขณะที่ผลสอบพิซาของนักเรียนอายุ ๑๕ ปี ในวิชาวิทยาศาสตร์ การอ่าน และคณิตศาสตร์ มุ่งเน้นการประเทินสมรรถนะเกี่ยวกับการใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในสถานศึกษา ตั้งเป้าหมายเพิ่มคะแนนระดับ ๕๐๐ คะแนน ในปี ๒๕๖๑ - ๒๕๖๔
ทั้งนี้ ผลประเมินทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติคือทั้งโอเน็ตและพิซาดังกล่าว ผู้บริหารการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพื่อกำหนดนโยบายการปฏิรูปการศึกษา และวางแผนการจัดการศึกษาของประเทศให้มีคุณภภาพเป็นที่ยอมรับและเทียบเท่าระดับสากล ทั้งนี้ ข้อสรุปและความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์สอดคล้องกับกับแผนการศึกษาแห่งชาติ และแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ทาง สกศ.จะได้นำไปปรับใช้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการศึกษาชาติตามลำดับ
รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวว่า สทศ. เห็นว่าการยกระดับคุณภาพการศึกษาควรเริ่มต้นในชั้นเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ปัจจัยที่ค้นพบคือการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ ในการเรียนรู้ โดยเฉพาะการเขียนตอบแบบอัตนัยจะช่วยเพิ่มคุณภาพการศึกษาได้ดีกว่าการทำสอบแบบปรนัย ที่มีแต่คำตอบแบบ ก ข ค ง เท่านั้น ซึ่งเป็นการปรับระบบความคิดของผู้เรียนในการจัดการความรู้ของตนเองที่มากกว่าการท่องจำ การสอบระดับชาติทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ว่าตนเองอยู่ระดับใด และมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ คะแนนสอบโอเน็ตจะทำให้ทราบว่าผู้เรียนได้คะแนนวิชาใดสูงสุดเพื่อแข่งขันกับตัวเอง เมื่อเทียบกับเพื่อนในระดับ ขนาด จังหวัด ภาค และระดับประเทศอยู่ที่ระดับใด เพื่อนำไปใช้ในการประเมินและวางแผนการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน สทศ. ได้นำผลคะแนนโอเน็ตไปใช้ประโยชน์เพื่อส่งเสริมขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยผลผลโอเน็ตใช้เป็นองค์ประกอบร้อยละ ๓๐ ในการจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ (ป.๖) มัธยมศึกษาปีที่ ๓ (ม.๓) และ มัธยมศึกษาปีที่ ๖ (ม.๖) ใช้ในการบริหารการศึกษา โดย สทศ. มีรายงานผลโอเน็ตให้ผู้บริหารนำไปเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในระดับศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด เขตพื้นที่การศึกษา และลงลึกไปถึงสถานศึกษา และเห็นว่าครูอาจารย์คือปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ดังนั้น ทั้งข้อมูลและข่าวสารที่ได้จาก สทศ. ครูอาจารย์ต้องนำไปใช้วางแผนปรับปรุงการเรียนการสอน และขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมสอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ ระยะ ๒๐ ปี ต่อไป
ด้าน ดร.สุนีย์ คล้ายนิล ที่ปรึกษาโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (พิซา) กล่าวว่า ผลประเมินพิซาที่เกิดขึ้นระดับนานาชาติ เกิดจากปัจจัยและพื้นฐานสำคัญของประเทศต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันไป ซึ่งมีความเป็นเอกเทศของแต่ละชาติ สำหรับคะแนนพิซาประเทศไทยยังจำเป็นต้องเร่งพัฒนาในหลายด้าน เช่น การส่งเสริมเพิ่มชั่วโมงการอ่าน ซึ่งประสบความสำเร็จในประเทศโปแลนด์ รวมทั้งการปรับพัฒนาครูที่มีสมรรถนะสูงในการสอนผู้เรียน คุณภาพการศึกษาที่ดีสะท้อนจากครูผู้สอน และไม่ควรคัดเลือกและแบ่งแยกผู้เรียน เพราะเด็กเก่งมีจำนวนน้อย ขณะที่เด็กไม่เก่งมีจำนวนที่มากกว่า ดังนั้น การจัดการศึกษาของประเทศที่พัฒนาแล้วจะไม่แบ่งแยกหรือแยกสายการเรียนของผู้เรียน แต่จะให้เด็กทุกกลุ่มเรียนร่วมกันเพื่อกระตุ้นการพัฒนาตนเอง และสร้างสมรรถนะที่ดีขึ้นตามลำดับ ดังนั้น แนวทางยกระดับคุณภาพการศึกษา ควรมุ่งเน้นส่งเสริมการอ่าน เป็นการอ่านด้วยการคิดวิเคราะห์ และตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านที่ผูกพันกับชีวิตประจำวันตั้งแต่วัยเด็ก
"ตัวอย่างการพัฒนาด้านการศึกษาที่สำคัญ เช่น เวียดนาม ที่มีผลคะแนนพิซาสูงจนชาติตะวันตกรู้สึกแปลกใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีมาก สวนทางกับการลงทุนด้านการศึกษาของรัฐที่ต่ำแต่กลับสร้างผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนที่มีคุณภาพสูงมาก ปัจจัยคือครูชาวเวียดนามมีความทุ่มเทสูงในการสอน และชี้ชัดเจนว่าการติวหนังสือนอกห้องเรียนไม่ได้ทำให้คะแนนพิซาสูงขึ้นแต่อย่างใด ขณะที่อิสราเอลก็มุ่งเน้นพัฒนาครูอย่างเข้มข้นเช่นกัน ดังนั้นทุกฝ่ายทั้งผู้ปกครอง ครู และผู้บริหารสถานศึกษา ต้องร่วมมือและช่วยกันส่งเสริมการอ่านเพิ่มขึ้น" ดร.สุนีย์ กล่าว
ข้อสรุปจากการประชุมครั้งนี้ สกศ. จะได้นำข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ปรับใช้ในการจัดทำนโยบายการศึกษาชาติต่อไป
ท่านสามารถดูภาพบรรยากาศได้ที่