รองนายกรัฐมนตรี ย้ำรวมพลัง‘การศึกษา-เอกชน’ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสูงขึ้นตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐

image

 

         วันนี้ (๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๑) รองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) เป็นประธานเปิด การประชุมสัมมนา เรื่อง “รวมพลังร่วมจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” โดย เลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์) ให้การต้อนรับ และได้รับความสนใจจากผู้บริหาร ๕ องค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้แทนหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงผู้ประกอบการภาคเอกชน จำนวนกว่า ๒๕๐ คน ร่วมงาน ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ

 

 

         พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษา นับเป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม เนื่องจากสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศของรัฐบาลที่ได้ประกาศให้การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องตื่นตัว และให้ความร่วมมือดำเนินการเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ อย่างไรก็ดี เมื่อเชื่อมโยงกับภาคการศึกษาแล้ว การขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐ คือยุทธศาสตร์ที่ ๒ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน และต่อเนื่องกับยุทธศาสตร์ที่ ๓ การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ที่ ๔ การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม ดังนั้น การประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จะทำให้สามารถเข้าใจจุดเด่นและจุดด้อยของประเทศในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ และสามารถพัฒนาประเทศให้มีขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลกได้

ในปี ๒๐๑๗ - ๒๐๑๘ ไทยมีผลการจัดอันดับภาพรวมอยู่ในอันดับที่ ๓๒ จาก ๑๓๗ ประเทศ ดีขึ้น ๒ อันดับจากปีที่ผ่านมา และจากตัวชี้วัดด้านการศึกษาของรายงานดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก โดยสภาเศรษฐกิจโลก หรือดับบลิวอีเอฟ จำนวน ๑๐ ตัวชี้วัด ซึ่งแบ่งเป็นตัวชี้วัดด้านข้อมูลสถิติจำนวน ๓ ตัวชี้วัด และตัวชี้วัดที่ได้จากแบบสำรวจความคิดเห็นจำนวน ๗ ตัวชี้วัด พบว่าผลการจัดอันดับตัวชี้วัดที่ได้จากแบบสำรวจความคิดเห็นเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสถาบันการจัดการนานาชาติ หรือ ไอเอ็มดี คือ ภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อผลการดำเนินงานด้านการศึกษาของภาครัฐในระดับต่ำ

นอกจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้เร่งดำเนินการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยได้เพิ่มประสิทธิภาพของกลไกและรูปแบบที่ใช้ในการพัฒนาคุณลักษณะและระดับทักษะการทำงานของกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตอบสนองการเกิดธุรกิจใหม่ ๆ ที่กำลังพัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบัน

“รัฐบาลเล็งเห็นความความสำคัญในการสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา เพื่อออกแบบระบบการศึกษา ต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ร่วมเป็นพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศต่อไป” พลอากาศเอก ประจิน กล่าว

 

 

          ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สกศ. จัดการประชุมนี้เพื่อเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจและขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี ในยุทธศาสตร์ที่ ๒ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน การประชุมนี้ สกศ. ร่วมมือกับสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (ทีเอ็มเอ) เพื่อสร้างการรับรู้แก่ผู้แทนภาคเอกชน สถานประกอบการ ทำให้เกิดการรับรู้และมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อการดำเนินงานด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้อันดับขีดความสามารถด้านการศึกษาของประเทศจากตัวชี้วัดที่ได้จากแบบสำรวจความคิดเห็นทั้งจากไอเอ็มดี และดับบลิวอีเอฟ เป็นการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศเศรษฐกิจมีค่าสูงขึ้น โดย สกศ. จะรวบรวมข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เพื่อจัดทำแผนการและนโยบายการศึกษาของประเทศต่อไป

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ “การปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะการศึกษาไทยสู่เวทีโลก” ความสำคัญตอนหนึ่งว่า กอปศ. รับภาระหนักในการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งจำเป็นต้องรวมพลังจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การศึกษาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ปัจจุบันการศึกษาก้าวสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนอนาคตในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษาให้ทันความเปลี่ยนแปลง จะทำให้เกิดความสำเร็จได้อย่างไร สิ่งที่จะเกิดขึ้นอีก ๕ ปีข้างหน้า จึงต้องเร่งปฏิรูปอุดมศึกษาเพื่อรองรับคนที่จะต้องเข้าไปอยู่ในยุคดิจิทัลให้ได้ สำหรับผู้บริหารจำเป็นต้องรีเซ็ตความคิดกันใหม่ อีกทั้งภาครัฐและเอกชนต้องลงทุนกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพิ่มขึ้น และสร้างความเชื่อมโยงความสอดคล้องกันระหว่างสถานศึกษากับผู้ประกอบการเพื่อรองรับการมีอาชีพมีงานทำ มหาวิทยาลัยต้องเพิ่มจำนวนศูนย์ฝึกทักษะด้านต่าง ๆ มากขึ้น และเป็นมหาวิทยาลัย 4.0 รองรับประเทศไทย 4.0 เพื่อปลดล็อกประเทศสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ยกตัวอย่าง จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ มีการปรับระบบการศึกษาครั้งใหญ่และลงทุนด้วยงบประมาณมหาศาล เพื่อยกระดับระบบการศึกษาและกำลังคนรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

“สำหรับประเทศไทย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคชุมชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและร่วมเป็นพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ดียิ่งขึ้นไป” ประธาน กอปศ. กล่าว

 

          ด้าน ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.)กล่าวระหว่างร่วมอภิปรายตอนหนึ่งว่า ศธ. และ กอปศ. เร่งผลักดันการปฏิรูปการศึกษาซึ่งครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ และต้องสร้างความเชื่อมโยงกันทุกระดับตั้งแต่ปฐมวัย ขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา จนถึงอุดมศึกษา เพื่อสร้างเมล็ดพันธุ์กำลังคนที่ดีและมีคุณภาพตั้งแต่เริ่มต้น ประการสำคัญคือ ครู ต้องปรับแนวคิดใหม่ในการจัดการเรียนการสอนใหม่ เพื่อบ่มเพาะและสามารถพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน สร้างคนให้ตรงกับความถนัด และสนับสนุนให้สามารถใช้ศักยภาพในตัวได้มากที่สุด สร้างอาชีพ สร้างอนาคตในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ดี ภายใต้กระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการรับรู้ไปแล้ว ดังนั้น ครู ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนที่ตัวครูเสียก่อนในการยกระดับพัฒนาการเรียนการสอนรูปแบบใหม่

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ อุดม คชินทร กล่าวว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ยังจำเป็นต้องปรับแพลทฟอร์มใหม่ โดยครูทำหน้าที่แนะแนวและส่งเสริมการเรียนรู้ และกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแรงบันดาลใจในการค้นพบตนเองและดึงศักยภาพความสามารถออกมาให้ได้มากที่สุด ปัจจุบันภาคเอกชนมีส่วนร่วมสนับสนุนภาคการศึกษาเพิ่มขึ้นจำนวนมากผ่านรูปแบบต่าง ๆ เช่น โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ซึ่งต่อยอดมาจากโครงการโรงเรียนสานพลังประชารัฐ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่และชุมชน โดยมีความอิสระ 3 ส่วน คือ ๑) อิสระในการออกแบบหลักสูตร เพื่อเป็นต้นแบบที่จะสร้างอนาคต สร้างอาชีพให้กับนักเรียน ๒) อิสระในการออกแบบจัดการเรียนการสอน มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์ ใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เรียนรู้ของจริงในสถานที่จริง หรือสถานประกอบการ หรือชุมชน และ  ๓) อิสระในการบริหารจัดการ ดึงศักยภาพจากผู้แทน ๔ )ฝ่ายเข้ามาช่วยบริหารจัดการ คือ ภาคประชาสังคม ท้องถิ่น ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นพี่เลี้ยง

ทั้งนี้ มุ่งเน้นความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เพื่อพัฒนาต่อยอดการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเพื่อสร้างคนไทย 4.0 รองรับการเปลี่ยนแปลงของประเทศและสังคมโลกในอนาคต ด้วยการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อสร้างคนคุณภาพยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา คุณภาพการศึกษาที่ดียิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาประเทศสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว

          สำหรับการสัมมนา “รวมพลังร่วมจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นอกเหนือจาก ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อุดม คชินทร แสดงทัศนะและอภิปรายถึงทิศทางการยกระดับพัฒนาการศึกษาไทยแล้ว ยังได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนภาคเอกชนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อาทิ นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (ทีเอ็มเอ) ดร.ชัยณรงค์ อินทร มีทรัพย์ ประธานบริษัท บอยเดน แอสโซซิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ ดร.ปรเมษฐ์ โมลี ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ร่วมอภิปรายจุดเด่นและจุดด้อยของระบบการศึกษายกระดับขีดความสามารถ ในการแข่งขันด้านการศึกษา ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวมต่อไป

 

 

ท่านสามารถดูภาพบรรยากาศได้ที่

        กดเลย

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด