ประชุมหาแนวทางในการพัฒนากฎหมายการศึกษา
วันนี้ ( ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๑) นายเฉลิมชมม์ แน่นหนา ที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา เป็นประธาน กล่าวเปิดการประชุมประเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาปรับปรุงกฎหมายลำดับรองตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๒ - ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๑ ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมีกรรมการสภาการศึกษา อนุกรรมการสภาการศึกษาด้านกฎหมายการศึกษา ศูนย์การเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เข้าร่วมการประชุมฯ
การจัดประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนทุกภาคส่วนในการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ได้แนวทางในการพัฒนากฎหมายการศึกษาและข้อเสนอเกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายการศึกษา โดยมีกฎกระทรวง ๔ ฉบับคือ ๑) กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิของบุคคลในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน ๒) กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว ๓) กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน และ ๔) กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรวิชาชีพในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน การปรับปรุงกฎกระทรวงดังกล่าวให้ยึดตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการพิจารณา เพื่อพัฒนาผู้เรียนตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๖๐ และเพื่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
นายเฉลิมชมม์ แน่นหนา กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๖๐ มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาหลายเรื่อง อาทิ ให้มีกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และพัฒนาครู การปฏิรูปครู การให้ความสำคัญกับเด็กเล็กก่อนเข้ารับการศึกษา และมีการจัดทำกฎหมายการศึกษาชาติเพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการพัฒนาการจัดการศึกษาของชาติ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการประเมิน ศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ และตรวจสอบกฎหมายการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและนโยบายการปฏิรูปการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และกฎหมายลำดับรองที่ออกตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ รวมถึงสภาพปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อการพัฒนาปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว
นายกิตติรัตน์ มังคละคีรี กรรมการสภาการศึกษาและอนุกรมการสภาการศึกษาด้านกฎหมายการศึกษา กล่าวว่า การพัฒนาปรับปรุงกฎหมายลำดับรองต้องดำเนินการอย่างเดียวกับการพัฒนาปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ทั่วไป กล่าวคือ จะต้องมีการวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหา ที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง และปัญหาข้อกฎหมาย หลังจากที่ได้ทราบถึงสภาพปัญหาแล้ว จะนำมากำหนดแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงกฎหมายต่อไป

