วงเสวนา สกศ. สนับสนุนแนวคิดโรงเรียนร่วมพัฒนา ‘สพฐ.-เอกชน’ พร้อมยกระดับสถานศึกษาสู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน

image

 วันนี้ (๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๑) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดการประชุมเชิงวิชาการ เรื่อง โรงเรียนร่วมพัฒนา : พลังขับเคลื่อนจากภาคเอกชน (Partnership School) โดยรองเลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์) เป็นประธานเปิดการประชุม ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารสถานศึกษา นักวิชาการ ผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมเสวนาอภิปราย ณ ห้องกำแหง พลางกูร อาคาร ๕๖ ปี สกศ.

 

นายมีชัย วีระไวทยะ ประธานกรรมการดำเนินงานพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการศึกษาในรูปแบบ Partnership School กล่าวว่า แนวคิดนี้ทุกคนควรเป็นเจ้าของระบบการศึกษาและเพิ่มพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนต่าง ๆ บริษัท รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันศาสนา สถาบันอุดมศึกษา สถานศึกษานานาชาติ มูลนิธิการกุศล ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุง พัฒนา หรือบริหารสถานศึกษาของรัฐในพื้นที่อย่างจริงจังใน ๓ ด้าน ๑.จัดการเรียนรู้แนวใหม่เพิ่มเติมจากหลักสูตรแกนกลาง
๒.สร้างสถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธุรกิจ และ ๓. นำความรู้จากสถานศึกษาสู่ชุมชน เป้าหมายสำคัญมุ่งเน้นปรับเปลี่ยนเป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตในทุกด้านแก่ชุมชน และยังเน้นการสอนและจัดให้มีการในปฏิบัติด้านการทำธุรกิจและการทำวิสาหกิจเพื่อสังคม (ธุรกิจแบ่งปัน) สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างการเปลี่ยนวิถีชีวิตคนในท้องถิ่นที่ดีมีคุณภาพชีวิตดีกว่าเดิม พร้อมทั้งช่วยเหลือสนับสนุนคนในชุมชนลดการทิ้งบ้านเกิด เพราะสามารถทำกินประกอบอาชีพได้เองในท้องถิ่นตนเอง

 

 

นายมีชัย วีระไวทยะ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวมีความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ หมวด ๘ มาตรา ๕๘ ที่บัญญัติไว้เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการบริการการศึกษา และไม่มีสิ่งใดขัดต่อแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙ โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นชอบสนับสนุนหลักการ มอบภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมขับเคลื่อนกับทุกภาคส่วนมีเป้าหมายสร้างสถานศึกษาต้นแบบประมาณ ๗๗ - ๑๐๐ แห่ง ครอบคลุมการศึกษาในทุกระดับตั้งแต่ปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยงเพื่อร่วมกันดูแลการขับเคลื่อนงานต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และเชิญชวนภาคเอกชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมให้การสนับสนุนทั้งวิทยากร สถานที่ฝึกงาน และงบประมาณ ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งในท้องถิ่นมอบความไว้วางใจคนท้องถิ่นเป็นเจ้าของการศึกษาของลูกหลาน และได้รับการผ่อนคลายกฎระเบียบของ ศธ. ปลดล็อกระเบียบด้านต่าง ๆ เช่น การจัดสรรงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และหลักสูตรวิชาการให้มีความคล่องตัวทางการบริหารแต่ต้องมีความรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาร่วมกัน

 

 

รองศาสตราจารย์ ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์ กรรมการสภาการศึกษา กรรมการ บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด กล่าวว่า กลุ่มมิตรผลดำเนินการตามแนวทางโรงเรียนร่วมพัฒนา และลงนามความร่วมมือ (MOU) กับสถานศึกษา ๕ แห่ง พื้นที่จังหวัดราชบุรี ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ และขอนแก่น ภายใต้วิสัยทัศน์ สร้างให้นักเรียนเป็นผู้ที่รักดี มีความรู้และใฝ่รู้ ใฝ่ถามตลอดเวลา ตั้งคำถามเป็น ทำงานเป็นทีม รักการอ่าน โอบอ้อมอารี มีจิตอาสา เข้าใจผู้อื่นที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม และพัฒนาไปสู่วิชาชีพที่เป็นความถนัดของตนเอง ดังนั้น การขับเคลื่อนจึงต้องสร้างโรงเรียนร่วมพัฒนาเป็นสถานศึกษาเพื่อเตรียมอนาคตสำหรับผู้เรียนและชุมชนที่สามารถพัฒนานักเรียนนะกศึกษาให้เติบโตไปตามศักยภาพ ความถนัด และความสามารถของแต่ละบุคคล โดยกลุ่มมิตรผลมีการร่วมกันพัฒนาแผนและดำเนินการติดตาม ประเมินผลเพื่อการพัฒนาปีละ 1 ครั้ง ครอบคลุม 4 มิติ คือ คุณภาพของผู้เรียน ความพึงพอใจของผู้เรียน ความมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการดำเนินงานพัฒนาสถานศึกษา และประสิทธิภาพและประสิทธิผลของรับบการบริหารจัดการสถานศึกษา ทั้งนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็นผู้นำในการสร้างการเปลี่ยนแปลงและครูต้องมีทักษะการสอนสมัยใหม่ มำหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเรียนรู้ มุ่งหวังให้สถานศึกษาเป็นศุนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน สร้างให้เกิดรายได้ทั้งผู้นำสถานศึกษา เอกชน สถานศึกษาพี่เลี้ยง ชุมชน ผู้ปกตรอง ต้องเข้ามาร่วมพัฒาสร้างความยั่งยืนให้กับการศึกษาและชุมชน

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า สพฐ. สนับสนุนการดำเนินงานโรงเรียนร่วมพัฒนา ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวทางการจัดการศึกษา ๔ ด้าน คือ ๑.การบริหารหลักสูตรการเรียนการสอน ๒.การบริหารบุคลากร ๓.การบริหารทรัพยากรต่าง ๆ และ ๔.การบริหารงบประมาณ และเชื่องโยงกับการบริหารจัดการการศึกษาของ สพฐ. ถือว่าถูกที่ถูกเวลาในการร่วมพัฒนาระบบการศึกษาสมัยใหม่ในหลักสูตรการเรียนการสอนของ สพฐ. ที่มีการเปลี่ยนหลักสูตรครั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๔๔ เป็นการจัดการเรียนการสอนตามเนื้อหาในหนังสือ แต่ปัจจุบันการเรียนรู้นั้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นแล้ว โดยมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อสร้างทักษะพื้นฐาน ๓ ด้าน คือ ๑.ทักษะวิชาการ ๒.ทักษะวิชาชีพ และ ๓.ทักษะการดำเนินชีวิต ปัจจุบันมุ่งเน้นแค่ ๒ ทักษะแรกเท่านั้น ดังนั้น นักวิชาการ นักการศึกษา ต้องมาตีความร่วมกันในการให้ความหมายที่ชัดเจนและร่วมกันสร้างทักษะการดำเนินชีวิตอย่างสอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวัน

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนประการสำคัญต้อง ต้องสอนผู้เรียนให้ค้นพบตัวเองให้รู้ในสิ่งที่ถนัดและมีความเชี่ยวชาญในตนเอง ทั้งด้านอาชีวศึกษา กีฬา อาชีพต่าง ๆ ฯลฯ ดังนั้น แนวทางโรงเรียนร่วมพัฒนาสามารถตอบโจทย์การเรียนรู้ทักษะการดำเนินชีวิตได้ถูกเวลาขณะนี้ ถือเป็นการพัฒนาการศึกษาที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน ทั้งนี้ ความรู้ทุกวันนี้ไม่จำกัดพรหมแดนอีกต่อไป ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม สพฐ. พร้อมปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษาที่เหมาะสมและสนับสนุนแนวทางโรงเรียนร่วมพัฒนาเพื่อต่อยอดการสร้างทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑ ที่มีความต้องการเรียนรู้มากกว่าแค่ในห้องเรียนนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า โรงเรียนร่วมพัฒนา เป็นแนวคิดมิติใหม่การพัฒนาระบบการศึกษา โดยดึงพลัง การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการบริหารจัดการร่วมพัฒนา และสนับสนุนการศึกษา ทั้งนี้ สกศ. จะได้สรุปความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนและจัดทำนโยบายด้านการศึกษาชาติต่อไป

 

ท่านสามารถดูภาพบรรยากาศได้ที่

 

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด