สกศ. ประชุมวิชาการอิงกระแสออเจ้า

image

วันนี้ (๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑) รองเลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์) เป็นประธานเปิดการประชุมทางวิชาการเรื่อง "บุพเพสันนิวาสกับความรู้ทางประวัติศาสตร์" ได้รับเกียรติอภิปรายโดยคณะวิทยากรมากประสบการณ์ด้านประวัติศาสตร์ ท่ามกลางความสนใจจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร นักวิชาการ ผู้แทนสถานศึกษา ร่วมเสวนาอย่างคึกครื้น ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร ชั้น ๓ อาคาร ๕๖ ปี สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)


ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ปรากฏการณ์จากละครดีง "บุพเพสันนิวาส" สร้างกระแสให้เกิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยในวมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สอดรับกับแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ของคนไทย จึงเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่ได้จัดการประชุมครั้งนี้เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ตามแนวทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานอนุกรรมการสภาการศึกษา ด้านกฎหมายการศึกษา อภิปรายหัวข้อ "เกิดอะไรขึ้นกับประวัติศาสตร์อยุธยา" ว่า ปัจจุบันหลักสูตรการเรียนต่าง ๆ รวมถึงการศึกษาประวัติศาสตร์เก่า ๆ เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทย

 

ทั้งนี้ ควรปรับเปลี่ยนแนวคิดหลักสูตรประวัติศาสตร์ไทยเพื่อตอบโจทย์ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ ๆ ๒ ประการ ๑.ความรู้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเกิดทฤษฎีใหม่ ๆ รวมทั้งข่าวลือทางประวัติศาสตร์มากมาย ดังนั้น การจัดทำหลักสูตรประวัติศาสตร์จึงต้องมีพัฒนาการ และ ๒.เป้าหมายการเรียนหรือศึกษาประวัติศาสตร์ในอดีตเป็นการสร้างสำนึกรักชาติบ้านเมืองเท่านั้น แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไปจึงเกิดโจทย์ใหม่ ๆ นักเรียนไทยจึงต้องศึกษาบริบทปัจจุบันที่ไม่ใช่รูปแบบเดิมอีกต่อไป จึงเกิดความท้าทายทางวิชาการที่ต้องการการอธิบายที่มากกว่าอ้างอิงประวัติศาสตร์แบบดั้งเดิม

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ กล่าวว่า การเรียนประวัติศาสตร์แบบดั้งเดิมไม่ได้กล่าวถึงวิถีชีวิตคนสมัยนั้น การค้าขาย การเข้ามาของชาวต่างชาติ การแต่งกาย อาหาร อย่างไรก็ดี มิติคิดของคนปัจจุบันควรมีการสอนประวัติศาสตร์อย่างเปิดกว้าง ที่ไม่ใช่มีแค่ศึกสงคราม ราชวงศ์ เท่านั้น และจึงควรสร้างการเรียนรู้และกลั่นกรองการอยู่ร่วมกัน โดยอาศัยการไตร่ตรองและเรียนรู้อย่างรอบด้าน ไม่ใช่มองแบบม้าลำปางคือเห็นแค่มุมเดียว ดังนั้น ครูจึงเป็นต้นแบบสำคัญที่ต้องมีความรู้ที่มากพอ มีแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อแนะนำผู้เรียนให้รู้จักคิดวิเคราะห์

"การเรียนรู้ประวัติศาสตร์อยุธยา เชียงใหม่ ล้านนา หรือภาคใต้ ๔ จังหวัด เป็นความเชื่องโยงกันของประวัติศาสตร์ของแต่ละภาค วิธีการสำคัญในการศึกษาคือ หลักฐานต่าง ๆ เช่น พงศาวดาร จดหมายเหตุต่าง ๆ ต้องรับฟังพยานหลักฐานทั้งหลายด้วยดุลยพินิจว่ามีความสมบูรณ์เพียงใด และมีทั้งที่เป็นหนังสือและที่ไม่ใช่หนังสือ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ จึงเป็นบทเรียนที่ช่วยให้เราเติมเต็มความเป็นมนุษย์ให้สามารถอยู่ในโลกนี้ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเป็นสุข" ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง กล่าว

 

ดร.ระวี สัจจโสภณ อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงมิติการศึกษาสมัยอยุธยา ว่า สภาพสังคมสมัยอยุธยามีความผูกพันระหว่างศักดินาและระบบชนชั้นที่สะท้อนถึงความเป็นพลเมืองของคนสมัยนั้น อย่างไรก็ดี การศึกษาในยุคดังกล่าวนิยมเรียนในเชิงวรรณคดี และการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ตามแต่จะมีความถนัดและโอกาสที่ได้รับตามกำเนิดหรือชนชั้นตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเล่าเรียนในวัด และถ่ายทอดสืบต่อกันมาของชนชั้นสูงหรือเจ้านายผ่านการจดและความจำของผู้ถ่ายทอด เจ้านายผู้ชายเมื่อบวชเรียนแล้วก็จะถวายตัวเข้ารับราชการ ส่วนเชื้อพระวงศ์ผู้หญิงจะเล่าเรียนศิลปหัตถกรรม ฝึกหัดวิชาการเรือน งานบ้าน ทำอาหาร เรียกว่าเป็นกุลสตรีและถวายตัวเข้าวังต่อไป

ดร.ระวี สัจจโสภณ กล่าวว่า สำหรับราษฎรชายจะได้เล่าเรียนในวัด ท่องจำอักษร เรียนหนังสือปฐม ก.กา เพื่อเรียนรู้กฏเกณฑ์ภาษาไทยแล้วจึงเล่าเรียนเพิ่มเติมให้เกิดความแตกฉานสติปัญญา รวมถึงการเล่าเรียนแบบเรียนเล่มแรกของไทยคือ จินดามณี ซึ่งหากมีสติปัญญาดีจะได้ถวายตัวเข้ารับราชการ ส่วนราษฎรหญิงมีโอกาสจะได้เรียนศึกษาอักขระพิธีน้อยมากแค่พออ่านออกเขียนได้เท่านั้น จึงมุ่งเน้นไปทางวิชาการบ้านการเรือน ฝึกหัดกิริยามารยาทหรืองานช่างฝีมือต่าง ๆ เช่น เย็บปักถักร้อยในแบบเดียวกับสตรีในราชสำนัก

นอกจากนี้แล้ว ราษฎรชายยังมุ่งเน้นการเรียนวิชาชีพ ขวนขวายแสวงหาครูบาอาจารย์ในศาสตร์ด้านนั้น ๆ เช่น โหราศาสตร์ ตำราหมอยา ช่างทอง ค้าขาย ฯลฯ รวมถึงเรียนภาษาศาสตร์ เรียนศาสนา ศึกษาวิชาทหาร เรียนรู้ดาราศาสตร์ และการฝึกหัดช่าง ซึ่งเป็นที่มาของช่างหลวงหรือช่างสิบหมู่ในราชสำนัก เช่น ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างปั้น ช่างหุ่น ฯลฯ ดังนั้น ในยุคสมัยอยุธยาจึงมีสถานศึกษา แบ่งแยกออกเป็น ๕ รูปแบบ ๑.เรียนที่บ้าน ๒.วัด ๓.สำนักราชบัณฑิต ๔.ราชสำนัก และ ๕.โรงเรียนมิชชันนารี โดยมีเครื่องเล่าเรียนจากหนังสือใบลาน หนังสือสมุดไทย และถ่ายทอดอักขระต่าง ๆ บนกระดานชนวน และเขียนด้วยดินสอพอง เพื่อต่อยอดการเรียนรู้สืบทอดต่อกันมา

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงประเด็นอยุธยาและชาวต่างภาษาในสายตาเปอร์เซีย ว่า อิทธิพลทางประวัติศาสตร์ไทยส่วนใหญ่มาจากเอกสารต่างประเทศ เช่น บันทึกของชาวเปอร์เซีย และหลักฐานของนักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามามีบทบาทช่วงปลายรัชสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศึกษาเอกสารประวัติศาสตร์ของชาวเปอร์เซียที่เรียกคนไทยหรือชาวสยามสมัยนั้นว่า "ซียาม นอเม" ซึ่งต่อมากลายเป็นวรรณกรรมที่มีอิทธิพลสูงต่อประวัติศาสตร์ไทย เพราะมีนัยและรายละเอียดเชิงประจักษ์จากข้อมูลของขุนนางชาวเปอร์เซียในราชสำนักอยุธยา ในสมัยอยุธยามีการจัดตั้งโรงเรียนอิสลามระดับนานาชาติที่มีคนหลายชาติมาเรียน และเป็นการเปิดโลกการศึกษาอย่างรอบด้านอาณาจักรอยุธยาเพื่อสร้างแบบแผนต่าง ๆ และรูปแบบการพัฒนาการเรียนรู้ด้วยภูมิปัญญาคนโบราณ ซึ่งต่อมานำมาสู่การเขียนแบบเรียนเล่มแรกของไทยคือ จินดามณี ซึ่งมีต้นกำเนิดในรัชสมัยสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เช่นกัน

"แนวทางประวัติศาสตร์ไทยผ่านมุมมองมุสลิมหรือชาวเปอร์เซียนั้น ส่งเสริมให้คนไทยต้องพิสูจน์ความจริงในมิติต่าง ๆ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ซึ่งสะท้อนวิถีทางการปกครอง การแบ่งแยกอำนาจในราชสำนัก วิถีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และพัฒนาการเรียนรู้ต่าง ๆ จากทั้งเปอร์เซียและฝรั่งเศส ตลอดจนประยุกต์องค์ความรู้จากชาวต่างชาติในอยุธยามาเป็นยุทธศาสตร์ในการปกครองและพัฒนาเรื่อยมา" ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬิศพงศ์ กล่าว

นายวัฒนะ บุญจับ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณกรรม แสดงความเห็นถึงภูมิปัญญาฝ่าวิกฤตในอดีตยุคบุพเพสันนิวาส ว่า รัชสมัยสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ สังเคราะห์วิกฤตได้ ๓ ประการ ๑.การให้อำนาจเฉพาะแก่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป ๒.ศาสนา และ ๓.ภูมิปัญญาองค์ความรู้ อย่างไรก็ตาม การเปิดรับทุกองค์ความรู้จากทุกชนชาติทำให้อาณาจักรอยุธยาต้องสร้างองค์ความรู้ เช่น จินดามณี รวมถึงแบบเรียนรุ่นหลัง ๆ เพื่อสร้างสมดุลอำนาจทางความรู้กับชาวต่างชาติ สิ่งที่ตามมาคือการประมวลองค์ความรู้ของชาวอยุธยา นำไปสู่การสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ ๆ ถือเป็นคุณูปการสำคัญที่สามารถต่อยอดทางภาษาศาสตร์และวรรณคดีได้เป็นอย่างดี

นายวัฒนะ บุญจับ กล่าวว่า คนโบราณมุ่งเน้นการสั่งสอนภาษาที่ไม่ใช่ตัวหนังสือมากกว่าปัจจุบัน ทำให้คนอ่านออก เขียนได้ สวนทางกับคนปัจจุบันที่เรียนรู้ตัวหนังสือมากกว่าภาษา ขณะที่หลักสูตรการเรียนสมัยนั้นมุ่งเรียนตามที่สนใจ อ่านออก เขียนได้แล้ว ต้องแสวงหาความรู้เพิ่มเติมเอาเอง ภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นในสังคมสมัยอยุธยา การแก้วิกฤตจึงเลือกใช้คนอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การเลือกใช้ขุนนางชาวต่างชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองนั้น ๆ ทั้งแขก ฮอลันดา หรือฝรั่งเศส รวมถึงการใช้ศาสนาต่าง ๆ เช่น พุทธ มุสลิม และคริสต์ ซึ่งเป็นแหล่งรวมศรัทธาและองค์ความรู้รูปแบบต่าง ๆ เป็นเครื่องมือพัฒนามุมมองคนและพัฒนาความรู้ของราษฎร ดังนั้น การเปิดโลกทัศน์ด้านการปกครอง ภาษา และภูมิปัญญาจากนานาชาติ จึงเป็นพระอัจฉริยะภาพของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สกศ. ได้จัดนิทรรศการ "อยุธยานอกตำราเรียน" บริเวณพื้นที่ชั้น ๓ ด้านหน้าห้องประชุมกำแหงฯ โดยเชิญครูภูมิปัญญาไทยของ สกศ. ผู้เป็นปราชญ์ด้านต่าง ๆ มาร่วมถ่ายทอดปูมประวัติศาสตร์แบบสัมผัสได้จริงแก่ผู้ร่วมงาน อาทิ ครูประสพสุข อิงคะวะระ ครูภูมิปัญญาไทย ด้านการแพทย์แผนไทย จากเขตบางบอน กรุงเทพฯ สาธิตการนวดแผนโบราณ ครูคเณษ นพณัฐเมทินี ครูภูมิปัญญาไทย ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม (ผ้าไหม) มาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำผ้าไทยสารพัดแบบมานำเสนอรูปแบบการแต่งกายชาววัง ขุนนาง และชาวบ้านสมัยอยุธยา และการสาธิตทำขนมไทยยุคกรุงเก่า โดยครูมาลี แววเพชร ครูภูมิปัญญาไทย ด้านโภชนาการ จากจังหวัดอ่างทอง ซึ่งจัดอาหารเมนูดัง เช่น ขนมเกสรดอกลำเจียก ขนมตระกูลทอง และหมูโสร่ง มาปรุงสดให้ได้ลิ้มรสกัน

 

ท่านสามารถดูภาพบรรยากาศได้ที่

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด