รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา นัดที่ ๒

image

 

เมื่อวันที่ (๙ พฤษภาคม ๒๕๖๑) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อุดม คชินทร) ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา (กกส.) ครั้งที่ ๒/๒๕๖๑ โดยเลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์) รองเลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์) รองเลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์) พร้อมผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร ชั้น ๓ อาคาร ๕๖ ปี สกศ.

 

 

ที่ประชุมได้รับทราบการแต่งตั้ง กกส.ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านเศรษฐกิจคือ นายณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสอาด ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งแทน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ลาออกไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีการพิจารณาวาระสำคัญ อาทิ 
เห็นชอบรับรองร่างมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕๔ ที่ระบุว่า การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ภายใต้กรอบแนวคิดสำคัญ ๑.บุคคลผู้เรียนรู้ ๒.ผู้ร่วมสร้างสรรค์สังคม และ ๓.ผู้มีความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง โดยมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานครู ๔.๐ ลดภาระครูในการประเมินวิทยฐานะเพื่อสร้างลักษณะคนไทยที่พึงประสงค์ในอนาคต นำไปใช้เป็นกรอบการจัดการศึกษา การวัดผลและประเมินผลทั้งตัวครูและผู้เรียนบูรณาการกับแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙) เชื่อมโยงกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และแนวทางจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสรุปวาระที่ กกส.ได้ให้ความเห็นชอบรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

 

 

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า หาก ครม. เห็นชอบร่างมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติแล้ว สกศ. พร้อมขับเคลื่อนมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติลงไปสู่การปฏิบัติทุกระดับและทุกประเภทการศึกษาเพื่อพัฒนามาตรฐานแต่ละสถานศึกษา รวมถึงการปรับหลักสูตรฐานสมรรถนะและคุณภาพผู้เรียนตามแนวทางรัฐธรรมนูญฯ และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙

ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบการจัดตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพิ่มเติมจำนวน ๓๖ เขต จากที่มีอยู่เดิม ๔๒ เขต โดยยึดเขตปกครองจังหวัดเป็นพื้นฐาน จึงมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาครบทุกจังหวัด รวมทั้งสิ้น ๗๘ เขต กำหนดให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) มี ๒ เขตพื้นที่การศึกษา เนื่องจากมีจำนวนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในสังกัดมากกว่า ๒๕๐,๐๐๐ คน ที่ไม่ซ้ำซ้อนอำนาจหน้าที่กับศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอใช้วิธีการเกลี่ยกรอบอัตราทรัพยากรทั้งด้านวัสดุ อุปกรณ์ อาคารที่ดินสิ่งก่อสร้าง รวมทั้งบุคลากรเดิมที่มีอยู่ให้สามารถปฏิบัติงานได้ตามภารกิจและปริมาณงานที่เหมาะสม โดย กกส. ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ให้ข้อเสนอแนะและตั้งข้อสังเกตเรื่องอำนาจหน้าที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ซึ่งต้องไม่เพิ่มอัตราบุคลากรและเพิ่มการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) สนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลกัน เพื่อลดความสิ้นเปลื้องงบประมาณสำหรับการจัดตั้งสำนักงานเขตพื้นที่ดังกล่าว และขอให้ สพฐ. รายงานผลการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษาและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนให้ กกส. พิจารณาเป็นระยะ

 


ที่ประชุมพิจารณาและเห็นชอบแนวทางอุดหนุนเงินค่าใช้จ่ายรายหัวแก่ผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจัดโดยบุคคล องค์กรวิชาชีพ องค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน และลดหย่อนภาษีและยกเว้นภาษีแก่ผู้จัดการศึกษา ตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับการจัดสรรเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวให้แก่ผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวคือ ระดับปฐมวัย ได้รับเงินอุดหนุน ๗,๑๙๒ บาท ระดับประถมศึกษา ได้รับเงินอุดหนุน ๗,๓๖๒ บาท ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้รับเงินอุดหนุน ๑๐,๒๗๖ บาท และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้รับเงินอุดหนุน ๑๐,๖๐๖ บาท และได้รับการลดหย่อนและยกเว้นภาษีแนวทางเดียวกับที่รัฐให้การสนับสนุนการศึกษาเอกชน ทั้งนี้ กกส. ให้ข้อเสนอแนะผู้แทน สพฐ. ควรศึกษาแนวทางการใช้วงเงินอุดหนุน ประมาณการวงเงินโดยรวมที่ชัดเจน และมีกระบวนการตรวจสอบการใช้เงินที่เข้มงวดและสกัดกั้นการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ

 

 

รวมถึงได้พิจารณาและเห็นชอบร่างกฎกระทรวง กำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการในคณะกรรมการอาชีวศึกษา พ.ศ. .... ที่มีสาระสำคัญคือ การปรับเปลี่ยนคณะกรรมการ (บอร์ด) อาชีวศึกษาให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ซึ่งกำหนดองค์ประกอบบอร์ดอาชีวศึกษามีจำนวนไม่เกิน ๓๒ คน แบ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง จำนวน ๗ คน (ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการสภาการศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ) กรรมการผู้แทนองค์กรเอกชน จำนวน ๓ คน กรรมการผู้แทนองค์กรวิชาชีพ จำนวน ๑ คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่น้อยกว่า ๑๗ คน แต่ไม่เกิน ๑๙ คน ซึ่งแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเลือกประธานบอร์ดฯ จากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการบอร์ดฯ โดย กกส. เสนอแนะให้เชิญปลัดกระทรวงแรงงาน และปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม มาเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงการรองรับวิชาชีพด้านอุตสาหกรรม และศึกษาข้อกฎหมายเพิ่มเติม

 

ท่านสามารถดูภาพบรรยากาศได้ที่

 

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด