ประชุมคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านนโยบายการศึกษาและกลไกการขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ นัด ๓ ถกเพิ่มเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สถาบันอาชีวศึกษาชั้นสูง
วันนี้ (๗ พ. ค. ๒๕๖๑) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจัดประชุมคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านนโยบายการศึกษาและกลไกการขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ ครั้งที่ ๓/๒๕๖๑ โดยมีพลเอกพหล สง่าเนตร เป็นประธานการประชุม ดร. ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษาเข้าร่วมประชุมและนำเสนอ “การเพิ่มเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา” ณ ห้องประชุมภุชงค์ เพ่งศรี สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
ดร. ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา นำเสนอ “การเพิ่มเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา” ว่า ในการปฏิบัติงานที่ผ่านมา พบว่า เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเขตที่มีการบริหารจัดการในหลายจังหวัดประสบปัญหา เช่น ๑) การขยายตัวของชุมชนเมือง ทำให้มีปริมาณประชากรมากดูแลไม่ทั่วถึง ๒) ความยากลำบากในการคมนาคม ๓) ความยุ่งยากในการบริหารจัดการเขตพื้นที่การศึกษาที่มีพื้นที่บริการตั้งแต่ ๒ จังหวัดขึ้นไป บางเขตขาดความคล่องตัวในการบริหารข้ามเขตปกครองจังหวัด ๔) ความไม่มั่นคงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและประชาชน เขตพื้นที่บางเขตอยู่เขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขตตะเข็บชายแดน บางครั้งไม่ปลอดภัยในการเดินทาง ฯลฯ จึงมีการพิจารณาให้เพิ่มเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจากเดิมมี ๔๒ เขต เพิ่มอีก ๓๖ เขต รวมเป็น ๗๘ เขต โดยพิจารณาจากข้อกฎหมายการจัดตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) นำเสนอ “การจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพิ่มเติม” โดยสรุปว่า แนวคิดการจัดตั้งเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษามีวัตถุประสงค์ ๔ ประการ คือ ๑) เพิ่มผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของนักเรียนใน ๓ ด้าน คือ ทัศนคติ ทักษะสำคัญและความรู้ ๒) ลดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษา โดยยกระดับผลการเรียนของนักเรียนกลุ่มอ่อนและยากจน ๓) พัฒนาและขยายผลนวัตกรรมการศึกษาทั้งเชิงนโยบายและการจัดการเรียนรู้และการบริหารในสถานศึกษาไปสู่นโยบายการศึกษาในระดับชาติและเขตพื้นที่อื่น ๔) ร่วมมือกับภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาสังคมในการจัดการศึกษาและขยายผลนวัตกรรมการศึกษา โดยจะนำร่องใน ๒ เขตแรก คือ เขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาระยอง และเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาศรีสะเกษ การคัดเลือกพื้นที่ใน ๒ จังหวัดนี้ คำนึงถึงความพร้อมในการปฏิรูปการศึกษาของพื้นที่
ทั้งประเด็น การเพิ่มเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และ การจัดตั้งเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จะนำเสนอใน ที่ประชุมสภาการศึกษาเพื่อพิจารณาต่อไป
รองศาสตราจารย์จีรเดช อู่สวัสดิ์ อนุกรรมการสภาการศึกษาด้านนโยบายการศึกษาและกลไกการขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ นำเสนอ “แนวทางปฏิรูปการอาชีวศึกษา” โดยสรุปว่า อาชีวศึกษาจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพิ่มประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาอย่างหนึ่งของอาชีวศึกษา คือ ขาดสถาบันชั้นสูงที่จะรองรับการพัฒนาโดยเฉพาะการพัฒนาครู จึงเสนอให้มีการตั้งสถาบันอาชีวศึกษาชั้นสูง โดยมีหน้าที่หลัก คือ ๑) พัฒนาครูอาชีวศึกษา เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีสถาบันที่พัฒนาครูอาชีวศึกษาโดยตรง ๒) พัฒนาสาขาเดิมที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น เช่น ปรับให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามา เนื่องจากปัจจุบันในแต่ละสาขามีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ครูอาชีวศึกษาจึงต้องมีการทำวิจัย เพื่อให้เกิดการพัฒนาในแต่ละสาขาอย่างต่อเนื่อง ๓) พัฒนาวิชาชีพใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ปัจจุบันมีอาชีพใหม่ แปลก แตกต่าง เกิดขึ้นมากมาย เช่น การเขียนโปรแกรมต่างๆ สถาบันจึงต้องทำหน้าที่พัฒนาศาสตร์ ใหม่ ๆ ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เป็นวิชาชีพที่มั่งคง มีวิชาการมาผสมผสาน ๔) เป็น Think Tank เป็นฝ่ายวิชาการของอาชีวศึกษา ที่สามารถเชื่อมต่อกับต่างประเทศ สำหรับสาขาวิชาที่สถาบันควรดำเนินการเปิดสอน เบื้องต้นต้องเน้นพัฒนาครูอาชีวศึกษา เช่น ครุศาสตร์อุตสาหกรรมปริญญาโทที่เน้นสอนทางปฏิบัติ สาขาทางเทคโนโลยีต่างๆ ที่สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ เช่น ระบบราง modern farming โดยเปิดตามความพร้อม เน้นสร้างความเป็นเลิศทาง process หรือ product เน้นพัฒนาทักษะและต้องมีการกำหนดเกณฑ์ทางวิชาชีพเพื่อใช้วัดผลการศึกษา นอกจากควรมีสถาบันแล้ว ควรให้ความสำคัญกับเส้นทางความหน้าที่ชัดเจนของครูอาชีวศึกษาเพื่อสร้างขวัญกำลังใจอีกด้วย

