ประชุม กอปศ. ครั้งที่ ๑๘/๒๕๖๑ เปิดแนวทางปฏิรูปโครงสร้าง ฯ ยึดสถานศึกษาเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อน
วันนี้ (๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑) เลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์) รองเลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์) รองเลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์) และที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา (นายเฉลิมชนม์ แน่นหนา) เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ครั้งที่ ๑๘/๒๕๖๑ โดยมีศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต อาคาร ๒ ชั้น ๒ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ประธาน กอปศ. กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ ... และร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันหลักสูตรและการเรียนการสอนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ... ที่พิจารณาในครั้งนี้ อยู่ระหว่างดำเนินการนำข้อสรุปจากที่ประชุมไปปรับแก้ให้สมบูรณ์มากขึ้น ส่วนข้อพิจารณาการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สามารถกำหนดหลักการปฏิรูป ฯ เพื่อใช้กำกับดูแลรูปแบบการศึกษาที่หลากหลายในอนาคตได้อย่างครอบคลุม
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ประธานคณะอนุกรรมการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เปิดเผยว่า การปฏิรูปการศึกษามีเป้าหมาย ๓ ประการ คือ ๑) เด็ก เยาวชน และประชาชนทุกช่วงวัย ได้รับการศึกษาและการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ๒) กระบวนการเรียนการสอนมีคุณภาพ และ ๓) อาจารย์และครูผู้สอนมีคุณภาพ ทั้งนี้ การปฏิรูปโครงสร้าง ฯ จึงไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้เป้าหมายทั้งสามบรรลุผล อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปโครงสร้าง ฯ ไม่ได้จำกัดเฉพาะโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย โดยใช้หลักการปฏิรูปโครงสร้าง ฯ ๕ ประการ ดังนี้ ๑) ตอบสนองต่อการปฏิรูปการศึกษาอย่างได้ผล เป็นการจัดการศึกษาที่มีพัฒนาการต่อเนื่องและผ่านการปฏิรูปด้วยความราบรื่น ๒) ยึดสถานศึกษาเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ๓) กระจายอำนาจสู่สถานศึกษาอย่างมีดุลยภาพ ๔) ปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานให้มีความกะทัดรัด ทันสมัย เรียบง่าย และไม่ซ้ำซ้อน ๕) ครอบคลุมทุกมิติทางการศึกษา สำหรับการดำเนินงานเบื้องต้น คณะอนุกรรมการ ฯ จะจัดทำข้อพิจารณาการปฏิรูปโครงสร้าง ฯ โดยเน้นที่หน่วยปฏิบัติ หรือสถานศึกษาทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษา และการศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงกำหนดนิยามที่ชัดเจนให้แก่กลุ่มโรงเรียนที่มีอิสระในการบริหารจัดการตนเอง อาทิ โรงเรียนในกำกับของรัฐ โรงเรียนประชารัฐ และโรงเรียนร่วมพัฒนา เพื่อเป็นแนวทางและหลักเกณฑ์ในการปฏิรูปโครงสร้างของสถานศึกษาทุกระบบต่อไป
ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิรูปโครงสร้าง ฯ ในครั้งนี้จะเน้นโรงเรียนบริหารงานอย่างอิสระเป็นหลัก โรงเรียนที่ไม่เป็นอิสระเป็นเรื่องรอง ทั้งนี้ โรงเรียนที่จัดการตนเองอย่างเป็นอิสระใน ๔ ด้าน ได้แก่ การจัดการทั่วไป วิชาการ งบประมาณ และบุคลากร ไม่จำเป็นต้องใช้หลักบริหารอย่างเป็นอิสระครบทุกด้าน หากแต่มีด้านใดด้านหนึ่งก็สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามเกณฑ์ของกลุ่มโรงเรียนที่มีอิสระในการบริหารจัดการตนเองได้

